Bio Diversity (สัตว์)
Biogang Database

Bio Diversity (สัตว์)

ไส้เดือนดิน

ชื่อที่เรียก: ไส้เดือนดิน

หมวดหมู่ทรัพยากร: สัตว์

ชื่ออื่นๆ : ไส้เดือน

ลักษณะ:

ไส้เดือนดิน (Earth Worm)

               โครงสร้างเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารของไส้เดือนดินประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 
1. ปาก (Mouth) อยู่บริเวณปล้องแรกสุด มีริมฝีปาก 3 พู ใช้ขุดดินและช่วยในการเคลื่อนที่ 
2. คอหอย (Pharynx) อยู่บริเวณปล้องที่ 4-6 ลักษณะพองออกเล็กน้อย มีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรง ช่วยในการกลืนอาหารให้อาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะพักอาหารได้ 
3. หลอดอาหาร (Esophagus) อยู่บริเวณปล้องที่ 6-12 ลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กกว่าคอหอย เป็นทางผ่านของอาหาร 
4. กระเพาะพักอาหาร (Crop) อยู่บริเวณปล้องที่ 12-16 ลักษณะเป็นถุงผนังบาง  
5. กึ๋น (Gizzard) ประกอบด้วยผนังกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมาก ทำหน้าที่บดอาหารให้มีขนาดเล็กลง 
6. ลำไส้ (Intestine) เป็นทางเดินอาหารที่ยาวที่สุด เซลล์ที่บุผนังลำไส้จะปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร อาหารที่ย่อยแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย 
7. ทวารหนัก (Anus) เป็นช่องเปิดปลายสุด ทำหน้าที่ขับถ่ายกากอาหารออกนอกร่างกาย 
(
http://www.aksorn.com/lib/libshow.asp?sid=311&sara=&level=)

สัณฐานวิทยาของไส้เดือนดิน

               ไส้เดือนดินมีขนแข็งที่มีลักษณะคล้ายเข็ม  อาจมีขนาดยาวหรือสั้นตรงโครงร่างอาจอยู่เดียวหรือรวมเป็นกระจุก  ส่วนพวกอาศัยอยู่ในน้ำขนแข็งยาวมากกว่าไส้เดือนดินลำตัวคอนมาทางหัว  มีปล้องรวมรียกว่า  ไคลเทลลัม  เป็นบริเวณสร้างถุงรังไข่  เพื่อนำไปปฏิสนธิกับอสุจิ  ไส้เดือนดินมีเพศ  2  เพศในลำตัวเดียวกัน  การผสมพันธุ์ต้องใช้อสุจิขอองตัวอื่นมาผสม  ไข่เจริญเป็นตัวโดยตรงไม่มีระยะตัวอ่อน(สุนทรี,2504)

สรีระวิทยา และการจำแนกไส้เดือนดิน

ลักษณะทั่วไปของไส้เดือนดิน

               ไส้เดือนดิน จัดอยู่ในศักดิ์แอนนิลิดา (Phylum Annelida) ชั้นโอลิโกซีตา (Class Oligochaeta) ตระกูลโอพิสโธโพรา (Order Opisthopora) วงศ์แลมบริซิดี (Family Lambricidae) ไส้เดือนดินชนิดต่างๆ เท่าที่รู้จักกันมีประมาณ 1,800 ชนิดไส้เดือนดินที่พบมาก ในแถบยุโรป และอเมริกาเป็นไส้เดือนดินชนิด Lumbricus terrestris ส่วนไส้เดือนดินที่พบมากในประเทศไทยและในแถบเอเชียอาคเนย์ได้แก่ Pheretima peguana และ Pheretima posthuma(ดร.เกษม 2540)

การเคลื่อนที่

               ไส้เดือนดินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ด้วยการยืดตัวให้ยาวออก  แล้วใช้  porstomium  ยึดเกาะกับดินหรือสิ่งที่รองรับตัวอยู่  จากนั้นตัวก็หดเข้ามาทางหัวและยืดตัวออกไปข้างหน้าอีก  เช่นนี้เรื่อยไป(สุภาณ 2511)  การยืดหรือหหดตัวของไส้เดือนดินนี้เนื่องมาจากการหดตัวของกล้ามเนื้อในผนังลำตัว  กล่าวคือ  เมื่อ  circular  muscle  หดตัวทำให้ไส้เดือนดินมีขนาดเส้นผ่นศูนย์กลางเล็กลง  ซ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายปล้องตอนหนึ่งตอนใดของลำตัวก็ได้  ผลที่ได้รับก็คือ  ตัวส่วนนั้นเล็กลง  แต่ยาวมากขึ้น  ครั้นเมื่อ  longitudinal  muscle  หดตัวบ้างก็ทำให้ไส้เดือนดินหดตัวสั้นเข้ามาและใหญ่มากขึ้น

               นอกจากนี้ไส้เดือนดินยังมี  seta  ทำหน้าที่คล้ายแขนขาในการเคลื่อนที่และยึดเกาะกับพื้นได้อีกด้วย  seta  ปล้องต่างๆของไส้เดือนดินนั้นจะมีกล้ามเนื้อ  ทั้ง  retractor  และ  protrector  คอยควบคุมการเคลื่อนที่อีกทีหนึ่ง ทำให้  seta  เคลื่อนไหวไปได้ทุกทิศทาง  เป็นผลให้ไส้เดือนดินสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง(สืบศักดิ์,2540)

ลักษณะภายนอก            

              ลักษณะภายนอก ลักษณะภายนอกที่เด่นที่สุด ก็คือลักษณะการเป็นปล้องตั้งแต่หัวจนถึงส่วนท้ายของร่างกายไส้เดือนดินมีรูปร่างทรง กระบอกยาว หัวท้ายเรียวแหลมยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร เมื่อโตเต็มที่จะมี 120 ปล้องมีช่องระหว่างปล้อง (Intersegmental groove) คั่นแต่ละปล้องไว้ แต่ละปล้องมีเดือยเล็กๆ เรียงอยู่โดยรอบปล้องประมาณปล้องละ 56 อัน ไม่มีส่วนหัวที่ชัดเจน ไม่มีตาไม่มีหนวดเหมือนใน ตัวแม่เพรียง แต่มีไคลเตลลัม เมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ไคลเตลลัมจะเห็นได้ชัดเจนอยู่ตรงปล้องที่ 14-16(วีรยุทธ์ 2528)

               ไส้เดือนดินมีรูปร่างทรงกระบอกยาวๆ  มีหัวและหางค่อนข้างแหลม  ลำตัวมีเยื่อหุ้มเป็น  Cticle  เป็นมันและมีแสงเรืองๆทำให้เกิดสีต่างๆ  คล้ายรุ้ง  ซึ้งจะสังเกตเห็นได้ดีในที่มืด  สีตัวด้านบนคล้ำกว่าด้านล่าง  และตามปกติจะมีเมือกเปียกที่ผิวหนังชั้น  Epidemis  ลำตัวแบ่งเป็นปล้องๆ  แต่ละปล้องเรียกว่า  Segment (เอิบ 2542) ไส้เดือนดินชนิดนี้มี  120  ปล้องและยาวทั้งสิ้นประมาณ 10-20  เซนติเมตร  (ส่วนไส้เดือนดินชนิด  Pheretima  posthuma  มี 130  ปล้อง  และยาวทั้งสิ้น  10-20  เซนติเมตรเช่นกัน  และไส้เดือนดินชนิด  Lumbricus  terrestris  มมี  190  ปล้อง  และยาว  15-30  เซนติเมตร)  ตรงกลางปล้องมี  เดือยเล็กๆอยู่รอบทุกปล้อง  นิกจากปล้องที่  1  ปล้องสุดท้ายที่เรียกว่า  Clitellum  เดือยนี้มีอยู่ประมาณปล้งละ  56  อัน  และเดือยด้านท้องใหญ่กว่าด้านบน  ตรงรอยต่อระหว่างปล้องมีลักษณะเป็นร่อง  เรียกว่า  Intersegmental  groove  ตำแหน่งที่มีอวัยวะสำคัญๆ  ที่เกี่ยวกับการกินอาหารและการสืบพันธุ์  มีอยู่ตั้งแต่ปล้องที่  1  ไปจนถึงปล้องที่  28  และภายในลำตัวตรง  Intersegmental  groove  มีเยื่อกั้นทุกปล้องเรียกว่า  Septum  ปล้องที่  14,15  และ  16  จากทางหัวจะรวมกันเป็นปล้องใหญ่ปล้องเดียว  พองออกหรือบางทีคอดเล็กน้อย  เรียกว่า  Clitellum  ซึ้งบริเวณนี้มีต่อมตามผิวหนังสำหรับสร้างปลอกซึ้งเป็นถุงสำหรับหุ้มห่อไข่ที่ถูกผสมแล้ว  เรียกปล้องนี้ว่า  Cocoon(เชาว์และพรรณี,2541)

               ทางด้านล่างของลำตัวมีรูเปิดของอวัยวะต่างๆดังนี้   คือ  ตรงระหว่างปล้องที่  6  กับ 7,  7  กับ  8,  และ  8  กับ  9  มี  Spermathecalpore  3  8  คู่อยู่ข้างๆ  ลำตัวค่อนมาทางด้านล่างเล็กน้อยห่างกันพอประมาณ  ¼  ของเส้นรอบวงของลำตัวและอยู่ระดับเดียวกันกับเดือยอันที่  12  นับจากเส้นกลางตัวด้านล่าง  รูเหล่านี้เป็นรูสำหรับเชื้ออสุจากไส้เดือนดินอีกตัวหนึ่งขณะที่กำลังผสมพันธุ์กัน(บัญญัติ 2526)

               ตรงกลางปลอ้งที่  14   ด้านล่างมีรูเล็กๆ  1  รู  เรียกว่า  Female  pore  เป็นรูสำหรับอออกไข่  ตั้งแต่ร่องระหว่างปล้องที่  12/13  ต่อไปจนถึงปล้องสุดท้ายทางหาง  มีรูเรียกว่า  Dorsal  pore  อย่ตรงกลางหลัง  ด้านบนของลำตัวตลอดตัว  เป็นรูเปิดซึ่งเป็นทางออกของน้ำที่อยู่ในช่องตัวมีหน้าที่กำจัดของเสียใน  Coelom  และทำให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วยปลายสุดท้ายของปล้องสุดท้าย(เปล้องที่  120)  มีทวารหนักเป็นช่องแคบและยาวจากบนไปล่าง  สำหรับให้ของเสียที่เป็นของแข็งหรือกากอาหารออกนอกร่างกาย(ประโรต,2541)

ลักษณะภายใน

               ลักษณะภายใน ประกอบด้วย ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบหายใจ ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์การจำแนกไส้เดือนดินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ไส้เดือนแดงและไส้เดือนเทา หรืออาจจะแบ่งตามลักษณะ คือ ความยาว สีหรือแถบสีที่ลำตัว การเคลื่อนไหว ที่อยู่อาศัย ไส้เดือนดินสายพันธุ์ที่เหมาะสมใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์ เช่น ฟีเรทธิมา (Pheretima sp.) แลมบริคัส รูเบลลัส (Lumbricus rubellus) อายซิเนีย ฟูธิดา (Eisenia foetida) อัฟริกัน ไนท์ คลอเลอร์ (Eudriluseugeniae). (ศูนย์ข้อมูลไส้เดือนดิน) 

               การศึกษาถึงลักษณะภายในของสัตว์ จะต้องตัดทั้งตามขวางและตามยาว ในการผ่าตัดตามยาวนั้นจะต้องหลีกเลี่ยงผนังด้านที่มีระบบประสาท  กล่าวคือ  ถ้าสัตว์นั้นเป็นนพวกไม่มีกระดูกสันหลัง  เช่นไส้เดือนดินนี้  จะต้องผ่าทางด้านบนหรือด้านหลัง  เพราะว่ามีเส้นมีประสาทอยู่ด้านล่างหรือด้านท้อง  แต่ถ้าสัตว์มีกระดูกสันหลัง  เช่น  กบ  คน  จะต้องผ่าทางด้านล่างหรือด้านท้อง  เพราะมีเส้นประสาทอย่ทางด้านบนหรือด้านหลัง(คลุ้ม,2518)

ผนังลำตัวและช่องตัว

               ผนังลำตัวของไส้เดือนดิน ประกอบด้วยCuticle  เป็นผนังชันนอกสุด  Epidermis  เป็นชั้นที่อยู๋ถัดจาก  cuticle  เข้าไปข้างใน  ในชั้นนี้มี  Gland  cell  ปะปนอยู่ด้วยซึ่งมีหน้าที่สร้างน้ำเมือก  เพื่อหล่อเลี้ยงผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  และยังมีเซลชนิดอื่นๆอีกด้วย  Circular  muscle  เป็นชั้นกล้ามเหนือ  บาง  มีใยของกล้ามเนื้อวิ่งรอบลำตัว  อยู่ถัดจาก  epidemis  เข้าไป  Longitudinal  muscle  เป็นชั้นกล้ามเนื้อ  มีใยกล้ามเนื้อวิ่งตามความยาวของตัว  ชั้นนี้เป็นชั้นที่หนาสุด  มองดูคล้ายๆกับกิ่งไม้ห้อยขนานกันอยู่เป็นแถวๆ  Peritoneum  เป็นเยื้อบางๆติดอยู่ด้านในของ  Longitudinal  muscle(บุญเยือน 2525)

               เดื่อย  (Seta) โผล่ออกจากผิวหนังข้างในของเดือยผ่านเลยเข้าไปจนถึง  Longitudinal  muscle  และตรงโคนเดื่อยมีกล้ามเนื้อยึดเอาไว้สำหรับดึงเดือยให้ขยับในการเคลื่อนที่ในเวลาเลื้อยไปส่วนช่องนั้นเป็นที่อยู่ของๆเหลวคล้ายเมือกและเป็นที่อยู่ของอวัยวะภายในต่างๆอีกด้วยเช่น  ปากแตรของอวัยวะขับถ่าย  เส้นเลือดต่างๆ  และอื่นๆ(อำพล,2535)

ระบบย่อยอาหาร                                                                                                                                 

               (รศ.ดร.กฤษณ์ 2540)อาหารของไส้เดือนดินนั้น จะไม่กินของมีชีวิต แต่เข้าย่อยสารอินทรีย์ที่เริ่มเน่าเปื่อย โดยเฉพาะสารอินทรีย์ที่มีปริมาณไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่สูง เช่น ในขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารจากตลาดหรือจากชุมชน

โครงสร้างของทางเดินอาหาร

               ทางเดินอาหารทุกส่วนเป็นท่อกลมและกลวง  ประกอบด้วยผนัง  4  ชั้น  คือPeritoneal  layer  เป็นชั้นนอกสุด  ซึ่งมี  Cloragogue  cell  ปะปนอยู่มาก  ทำหน้าที่สะสมอาหารจำพวกไขมัน  และทำหน้าที่ขับถ่ายอีกด้วย  กล่าวคือ  ดูดสิ่งขับถ่ายจากเส้นเลือดรอบลำไส้  เมื่อมันเต็มไปด้วยสิ่งขับถ่ายแล้วก็จะตายไปและหลุดออกไปอยู่ใน  coelom  แล้วในที่สุดก็ออกมานอกตัวททาง  nephridium  หรือไม่ก็ทาง  dorsal  pore  ส่วน  Longitudinal  muscle  เป็นชั้นที่บางมาก  Circular  muscle  เป็นชั้นที่หนากว่า  Longitudinal  muscle   เล็กน้อย        Intestinal  epithelium(ศ.ดร.เกษม 2544)  เป็นเยื่อบุลำไส้ชั้นในสุด  ประกอบด้วยเซล  2  ชนิด  คือ  Columner  cell  และ  ciliated Columner  cell   ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหารและดูดอาหารที่ย่อยแล้วด้านบนของลำไส้มีเส้นเลือดกลางหลังซึ่งมีเลือดอยู่เต็มและล้อมรอบตัวด้วย      เส้นเลือดนี้เรียกว่า   Dorsal  blood  vessel   (สามารถมองเห็นจากภายนอกได้)  นอกจากนี้แล้ว  เยื่อบุลำไส้ตรงด้านบนจะหลุดจาก  circula  muscle  ห้อยและยื่นเข้าไปในช่องของลำไส้  (Lumen  of  intestine)   ส่วนที่ห้อยนี้  เรียกว่า  Typhlosole เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ของลำไส้  ภายในช่อง  typhlosole  อาจมี   chloragogue  cell  บ้าง  มีเมือกบ้าง  เส้นเลือดบ้าง(เชาว์และพรรณี,2541)

ส่วนต่างๆของทางเดินอาหาร

                        ทางเดินอาหารมีหลายตอน  คือ  เริ่มต้นจาก  ปาก  อยู่ปลายของปล้องที่  1  ต่างจากปากเป็น  คอหอย  จนถึงปล้องที่  6  ซึ่งมีกล้ามเนื้อหนาและแข็งแรงสำหรับดูดดินเข้าปากเพื่อเป็นอาหาร  ถัดไปเป็น  หลอดอาหาร  เป็นหลอดเล็กๆยาวจากปล้องที่  6  ถึงปล้องที่  13  ตรงบริเวณปล้องที่ 8  และ  9  หลอดอาหารนี้จะพองเป็นกระเปาะ  เรียกว่า  กึ๋น  สำหรับบดอาหาร  ต่อจากนั้นไปจนถึงปล้องสุดท้ายเป็น  ลำไส้  มีขนาดใหญ่กว่าหลอดอาหาร  ประมาณปล้องที่  25  ลำส้มีส่วนคล้ายถุงเป็นงวงออกไป  2  ข้างและยื่นปข้างหน้าจนถึงปล้องที่  20  เรียกว่า  intestinal  caecum(เพ็ญแสง ปุตตะ 2536)  ตอนปลายสุดของลำไส้จเปิดออกที่  ทวารหนัก  ตรงปล้องสุดท้ายลำไส้ระหว่างปล้องที่  14  ถึง  100  จะมี  typhlosole  ด้วย  แต่พอปล้องที่  110  ไปจนสุดจะไม่มี  typhlosole  จึงอาจเรียกส่วนนี้ว่าเป็น  Rectum(จารุจินดา,2531)

การกินอาหาร

               อาหารของไส้เดือนดินนั้น จะไม่กินของมีชีวิตแต่เข้าย่อยสารอินทรีย์ที่เริ่มเน่าเปื่อย เช่น ในขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารจากตลาดหรือจากชุมชน  อาหารของไส้เดือนดินส่วนใหญ่เป็นพวกซากสัตว์และพืชที่เน่าเปื่อยผุพังอยู่ในดินสืบศักดิ์ (สนธีรัต 2540)  รวมทั้งพืชและสัตว์ขนาดเล็กๆที่ปะปนอยู่ด้วย  การกินอาหารของไส้เดือนดินนี้จะเป็นไปตลอดเวลาที่มันเคลื่อนที่อยู่ภายในดินหรือที่ที่มันอาศัยอยู่  โดยใช้  Prostomium  และ  Peristomium  ฮุบดินแล้วกล้ามเหนือของคอหอยก็ทำงานสูบเอาดินเข้าไป  (มันกินก็เพื่อต้องการอาหารที่มีอยู่ในดินนั้น)  อาหารจะถูกกึ๋นบบดจนละเอียด  แล้วผ่านไปยังหลอดอาหารเข้าสู่ลำไส้  อาหารเข้าส่ลำไส้แล้วจะถูกน้ำย่อยย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  เพื่อหมุนเวียนไปเลี้ยงเซลทั่วร่างกายต่อไป  ส่วนดินและกากอาหารก็จะถูกกำจัดออกทางทวารหนัก(วีรยุทธ์,2528)

ระบบหมุนเวียนของเลือด

               เลือดของไส้เดือนดินมีสีแดงของ  haemoglobin  อยู่ในน้ำเลือด  Haemoglobin  นี้สร้างขึ้นมาจาก  Blood  gland   ที่กระจายอยู่บริเวณคอหอย  ส่วนเม็ดเลือดไม่มีสีและเป็น  Amoebocyte  ซึ่งสร้างขึ้นจาก  Lymph  gland  และมีเส้นเลือดเป็นผู้นำเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูง  เช่น  คน  นั่นคือเป็น  Closed  circulatory  system(บพิธและนันทพร,2544)

เส้นเลือด

               มีอยู่  3  พวก  คือ

               1.  Longitudinal  trunk  เป็นเส้นเลือดที่วิ่งไปตลอดความยาวของลำตัว  มีอยู่  3  เส้น  คือDorsal  (Median  ventral)  blood  vessel  เป็นเส้นเลือดตามยาวที่พาดอยู่บนทางเดินอาหาร  ทิศทางของเลือดไหลจากหางไปสู่หัว  และทั้งสองข้างของเส้นเลือดนี้มมีต่อมขาวๆ  ติดอยู่เป็นคู่ๆ  เรียกว่า  Lymph  gland  มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด  amoebocyte

Ventral (Median ventral)  blood  vessel  เป็นเส้นเลือดตามยาวที่อยู่ทางเดินอาหารแต่อย่เหนือ  ventral  nerve  cord  และมีแขนงเล็กๆทางด้านข้างไปยังผน้งลำตัวอีกด้วยทิศทางของเลือดไหลจากหัวไปสู่ทางหาง  ตรงปล้องที่  13,12,และ10  มีเส้นเลือดแยกออกไปอ้อมหลอดอาหารแล้เชื่อมกับ  dorsal  blood  vessel  เส้นเลือดทั้ง  3  เส้นนี้  มีลักษณะพองออกและหดตัวได้  ดังนั้นจึงเรียกว่า  Pseudoheart(กรมประมง 2511)   ทำหน้าที่เป็นหัวใจสูบชีดเลือดไปทั่วร่างกาย

Subneural  blood  vessel  เป็นเส้นเลือดตามยาวที่ใต้  ventral  nerve  cord  อยู่ติดกับผนังลำตัว  เริ่มมีตั้งแต่ปล้องที่  14  ไปทางหาง  ส่วนตั้งแต่ปล้องที่  14  ไปทางหัวใจไม่มี  subneural  blood  vessel  แต่มี  Latero-oesophageal blood  vessel  2  เส้นแทน  ทั้ง  2เส้นนี้อยู่ขนาบ  2  ข้างของหลอดอาหารทางด้านล่าง แล้ววกลงสู่เบื้องล่างอ้อม  ventral  blood  vessel  และ  ventral  nerve  cord  ไปพบกันเป็นเส้นเดี่ยว  ตรงด้านล่างของ  ventral  nerve  cord  บริเณนปล้องที่  14  เส้นเดี่ยวนี้  คือ  Subneural  blood  vessel  นั่นเอง(อำพล ลักษมีวะฌิชย์ 2535) 
 
 

อำพล ลักษมีวะฌิชย์(2535) เส้นเลือดแขนงที่แยกออกจาก  Longitudinal  trunk  มี

               1.  Commissural  เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดจาก  subneural  blood  vessel  ไปยัง  dorsal  blood  vessel  ตรง  septum  ทุกปล้อง  จากเส้นเลือดเส้นนี้ยังมีเส้นเลือดแขนงเล็กๆแยกออกไปยัง  septum  และลำไส้

               2.  Pseudoheart  หดตัวครั้งหนึ่งๆ  ทำให้เลือดไหลไปยังส่วนหัว  dorsal  blood  vessel  และไหลไปยังส่วนหางตาม  ventral  blood  vessel  และเลือดไปทางเดียวกันไม่ไหลกลับ

               3.  Pentro  tegomentary  vessel  เป็นเส้นเลือดที่แยกออกจาก  ventral  blood  vessel  ไปยังผนังลำตัวและมีแขนงย่อยๆอีก

               4.  Transverse  vessel  เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดออกจากลำไส้ ไปยัง  dorsal  blood  vessel    

               5.  Nephfridial  vessel  เป็นเส้นเลือดที่แยกจาก  ventral  blood  vessel  ไปแตกแขนงเล็กๆใน  nephridiam  แล้วแขนงเล็กในเนฟรีเดียมนี้จะรวมกันเป็นเส้นใหญ่ไปยัง  dorsal  blood         vessel 

               6.  Anterior  loop  เป็นเส้นเลือดที่แยกออกจาก  latero-oesophageal  vessel  ตรงปล้องที่  11  และ  12 แล้วอ้อมรอบหลอดอาหาร  ไปพบกับเส้นที่อยู่บนหลอดอาหาร

               7.  Intestinal  blood  plexus  เป็นเส้นเลอดเล็กๆที่อยู่ด้านนอกและด้านในของททางเดินอาหาร(วีรยุทธ์,2528)

การไหลเวียนของเลือด

               ระบบไหลเวียนเลือด เป็นเเบบวงจรปิด มีหัวใจเทียมเป็นวง 5 วง ทำหน้าที่สูบฉีดเลือด(ศูนย์ข้อมูลไส้เดือนดิน) 
 

               การไหลของเลือดในไส้เดือนดินนี้นับว่ามีความยุ่งยากและซับซ้อนมา  จะกล่าวพอเป็นสังเขป  แบงออกเป็น  2  ตอน  คือ

               1.  การหมุนเวียนของเลือดตั้งแต่ปล้องที่  14  ไปทางหัว  เป็นทางเดียวกันหมดไม่ยุงยากเท่าใดนัก

               2.  การหมุนเวียนของเลือดตั้งแต่ปล้องที่  14  ไปหาง  จะมีความยุ่งยากมาก(จิรเดช,2534)

ระบบหายใจ

               การหายใจส่วนใหญ่ของไส้เดือนดินจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังโดยรอบ ซึ่งจะเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา โดยที่ผิวหนังจะมีต่อมสร้างเมือกที่เรียกว่า mucus gland ที่อยู่ใต้ผิวหนังชั้น epidermis (สุนทรี ศรีปรัชญากุล 2504)นอกจากนี้ไส้เดือนดินก็จะมีการขับของเหลวจากภายในลำตัว และของเสียที่เกิดขึ้นภายในร่างกายออกมาทางรูเปิดที่อยู่ด้านหลังด้วย (dorsal pore) ตามผนังลำตัวด้านในของไส้เดือนดินจะมีเส้นเลือดเรียงรายเป็นร่างแห ซึ่งออกซิเจนจะสามารถแพร่ผ่านเข้ามาตามผิวหนังที่เปียกชื้นได้ด้วย จากนั้นออกซิเจนก็จะถูกจับโดยฮีโมโกลบินที่อยู่ในเลือด และแพร่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย(สุภาณ,2511) 
ระบบขับถ่าย

               ประกอบด้วยอวัยวะขับถ่ายที่เรียกว่าเนฟรีเดียม  ซึ่งอยู่ใน  ซีโลมเนฟรีเดียมประกอบขึ้นด้วยส่วนต่างๆ  คือ  Nephrostom  คล้ายปเกแตร่  ที่ขอบมีขนอยู่ด้วย  มีท่อ  เรียกว่า  Nephriduct  ขดไปขดมามากมายและมีรูเปิดเรียกว่า  Nephridiopore  ไปปิดออกที่ผิวหนังหรือภายในคอหอยหรือภายในลำไส้  ทั้งนี้สุดแล้วแต่ชนิดของมัน(เชาว์และพรรณี,2540)

ระบบการสืบพันธุ์

               ไส้เดือนดินมีเพศเป็นกะเทย มีทั้งรังไข่และอัณฑะอยู่ในตัวเดียวกัน แต่ไม่ผสมในตัวเอง เนื่องจากตำแหน่งของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศไม่สัมพันธ์กัน และมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ไม่พร้อมกัน ไส้เดือนดินทั้งสองตัวจึงต้องมีการแลกเปลี่ยนสเปิร์มซึ่งกันและกัน และเกิดการปฏิสนธิแบบข้ามตัว(ศูนย์ข้อมูลไส้เดือนดิน)

                ไส้เดือนดินตัวหนึ่งๆ  มีอวัยวะสืบพันธุ์  ทั้งสองเพศจึงเป็น  hermaphrodite  การผสมพันธุ์ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวเดียวกัน  แต่มีการผสมพันธุ์ข้ามตัวกัน  อวัยวะสืบพันธุ์ตัวผู้  ประกอบด้วย  Vesicular  seminalis  2  คู่อยู่ในปล้องที่  11  และ  12  เป็นถุงใหญ่สำหรับเก็บเชื้ออสุจิที่อัณฑะสร้างขึ้น  อัณฑะนี้มีลักษณะขาวๆ  อยู่ด้านในใกล้ๆกับหลอดอาหาร  อัณฑะของไส้เดือนดินมีหน้าที่สร้าง  Sperm  mother  cell  ซึ่งออกจากอัณฑะไปยัง  vesicular  seminalis  แล้วเจริญแบ่งตัวเป็น  Sperm  morula   มีลักษณะคล้ายลูกน้อยหน่า  และเจริญแบ่งตัวต่อไปเป็นตัวอสุจิ(เอิบ เขียวรื้นรมณ์ 2542)

               อวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมีย  ประกอบด้วยรังไข่  1 คู่อยู่  2  ข้าง  ของ  ventral  nerve  cord  ตรงด้านหน้าของปล้องที่  13  ติดอยู่กับ  septum  จากรังไข่แต่ละข้างมีปากแตรและท่อนำไข่ไปเปิดที่  Female  pore  ซึ่งจะอยู่ด้านล่างตรงกลางปล้องที่  14  สำหรับรังไข่นั้นมีหน้าที่สร้างไข่ซึ่งจะเกาะกันเป็นพวง(บัญญัติ,2526)

               นอกจากนี้แล้ว  อวัยวะตัวเมียยังมี  Spermatheca  เป็นถุงสำหรับรับเชื้ออสุจิจากไส้เดือนดินตัวอื่นขณะที่ผสมพันธุ์กัน  อยู่ในปล้องที่  7,8,และ 9  ปล้องละ  1  คู่  spematheca  ประกอบด้วย  Ampula  เป็นถุงกลมๆ  สำหรับเก็บเชื้ออสุจิดังกล่าว  และ  Doerticulum  เป็นหลอดขดๆงอๆ  ติดต่อกันตรงที่คอของ  ampula  spematheca  มีท่อไปเปิดออกที่  spermathecal  pore  ซึ่งอยู่ตรง  intersegmental  groov  ปล้องที่  6/7,  7/8,  และ  8/9(เอิบ,2542)

การผสมพันธุ์  และการเจริญเติบโต

การผสมพันธุ์

               อมรา จันทราภานนท์ (2515)ได้กล่าวว่าการสืบพันธุ์ของไส้เดือนดิน ต้องอาศัยตัวอื่นช่วยในการผสมพันธุ์  เพื่อแลกเปลียนเชื่ออสุจิซึ่งกันและกันดังนี้  ไส้เดือนดิน  2  ตัวกลับหัวกลับหางกัน  เอาท้องประกบกันโดยให้ปล้องที่  18  ของตัวหนึ่งอยู่ตรงกับปล้องที่  7  หรือ  8  ของอีกตัวหนึ่ง  การจับคู่ประกบกันเพื่อแลกเปลี่ยนอสุจิกันนี้เรียกว่า  Copulation  การที่ประกบกันนี้ทำให้  male  pore  ของตัวหนึ่งอยู่ตรงกับ  spermathecal  pore  ของอีกตัวหนึ่งต่อมาก็สร้างเมือกจากผนังลำตัวมาหุ้มตัวเอาไว้  ต่อจากนี้ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเชื่ออสุจิให้แก่กัน  แล้วไปพักอยู่ใน  ampulla  of  spermatheca  ในที่สุดไส้เดือนดินทั้งสองจึงผละออกจากกัน 

               ต่อมาเมื่อไข่สุข  ต่อมบนผิวบริเวณ  clitellium  จะปล่อยน้ำมือกเหนียวๆ  ออกมาแล้วแห้งไปกล้ายเป็นปลอกหุ้ม  เรียกว่า  Cocoon  ไข่ที่สุกนั้นจะออกจาก  female  pore  เข้าสู่ปลอกที่หุ้มอยู่  จากนั้นไส้เดือนดินจะดิ้นถ่อยหลังให้ปลอกเคลื่อนไปข้างหน้า  พอปลอกถึงปล้องที่  9,8,  และ  7  ก็จะได้รับเชื้ออสุจิที่พักอยู่ใน  ampulla  ซึ่งจะออกมาทาง  spermathecal  pore  มาผสมกับไข่ในปลอก  ปลอกนี้จะเคลื่อนไปข้างหน้าจนออกไปทางงหัว  แล้วผนึกติดกันกลายเป็นถุงสีขาวแกมเหลือง  ข้างในมีไข่ที่ผสมแล้วหลายฟองตกอยู่ตามพื้นที่  ไข่ที่ผสมแล้วนี้เพียงฟองเดียวที่เจริญเติบโตไปเป็นไส้เดือนดิน ส่วนไข่ฟองอื่นๆ   ฝ่อลีบไปหมด(บพิธ,2544) 

การเจริญเติบโต

               เป็นการเจริญเติบโตของไข่ที่ผสมกันแล้ว  เป็นตัวอ่อน  และตัวเต็มวัยเป็นชั้นๆข้างหน้าและข้างหลัง(สืบศักดิ์,2540)



ประโยชน์: ไส้เดือนดิน 

ประโยชน์ไส้เดือนดิน

               ไส้เดือนดินมีประโยชน์นานับประการ  ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ  ทำให้ดินร่วนซุยส่งผลให้พืชได้เจริญงอกงามดีกว่าดินที่ไม่มีไส้เดือนดินอาศัยอยู่  ไส้เดือนดินเป็นผู้ย่อยสลายซากอินทรียสารในดินทำให้มีขนาดเล็กลงเพิ่มพื้นที่ผิวให้จุลินทรีย์ในดินสามารถย่อยสลายต่อเป็นสานที่มีขนาดเล็กลงจนพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของไส้เดอนดินเพิ่มมากขึ้น  พบว่าไส้เดือนดินแต่ละชนิดอาศัยอยู่ในดินที่ระดับความลึกแตกต่างกัน  ความชื้นในดินแตกต่างกัน ขูดโพรงอาศัยหากินในดิน  ทำให้ดินเกิดเป็นโพรงอากาศ(สุภาณ นคร.2511)  ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆที่อาศัยในดินก็ได้ประโยชน์จากโพรงอากาศนี้  ทั้งในเรื่องการระบายน้ำในดิน การไหลเวียนของอากาศในดิน  เป็นต้น  ตามลำตัวของไส้เดือนดินจะมีเมือกอยู่  เมื่อไส้เดือนดินชอนไชไปในดินเมือกข้างตัวจะหลุดออกมาผสมอยู่ในดินเมือกเหล่านี้จะทำให้เม็ดดินเกาะกันเป็นกลุ่มทำหน้าที่อุ้มน้ำและเก็บความชื้นในดินได้  เป็นประโยชน์ต่อพืชและจุลินทรีในดินนอกนี้ยังพบว่าแต่ละชนิดชอบอาหารที่แตกต่างกันและมีอัตราย่อยที่แตกต่างกันทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับบการย่อยขยะและซากอินทรีย์อื่นๆแต่ละชนิดได้  สำหรับพื้นที่เกษตรกรรมแต่ละแห่งยังมีประโยชน์อื่นๆของไส้เดือนดินอีกมากมาย (บุณเยือน,2525)

               ประโยชน์ของไส้เดือนดิน ไม่เพียงช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ อาทิ ปลา นก เป็ด และไก่ ฯลฯ ได้อีกด้วย(ผศ.ดร.กฤษ,2540) 
               คุณประโยชน์มหาศาล คือ สามารถกำจัดขยะที่ย่อยสลายได้ โดยเฉพาะเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ หรือแม้กระทั่งกระดาษชำระและหนังสือพิมพ์ ไส้เดือนดินอาจจะเป็นสัตว์ที่หลายคนรังเกียจ เพราะรูปร่างหน้าตา แต่ความจริงแล้วเขามีประโยชน์ต่อแผ่นดินอย่างมาก โดยพื้นฐานแล้วไส้เดือนดินจะเป็นตัวดัชนีวัดคุณภาพของดิน ที่ใดที่มีไส้เดือนดินมาก แสดงว่าบริเวณนั้นดินดี อุดมสมบูรณ์ และล่าสุดตำราการแพทย์จากต่างประเทศมีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่า ไส้เดือนดินมีสารเคมีบางชนิดช่วยในการรักษาโรคหัวใจ ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ส่วนตามตำรายาจีนระบุว่าไส้เดือนดินเป็นอาหารที่ใช้บำรุงกำลัง แก้โรคช้ำใน คนจีนจะกินไส้เดือนดินที่ปรุงสำเร็จตามสูตรแล้ว เป็นอาหารเช้าคู่กับน้ำเต้าหู้ ทั้งนี้ตามหลักการแล้ว เนื้อไส้เดือนดินก็คือโปรตีนอย่างหนึ่งนั่นเอง (เพ็ญแสง,2536)

               จิราเดช แจ่มสว่างกล่าวว่า(2534) ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินและเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยย่อยสลายเศษพืชและอินทรีย์วัตถุ ช่วยให้เป็นประโยชน์ต่อพืช ทำให้ดินโปร่ง ง่ายต่อการไหลลงของน้ำลงในดินหรือกรณีที่ดินชื้นและช่วยให้ดินระเหยน้ำออกได้ดีขึ้น แต่ในปัจจุบันไส้เดือนดินที่มีประโยชน์ค่อยข้างจะหายากจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณมากขึ้นนอกจากนี้ประโยชน์ของไส้เดือนดินได้แบ่งเป็นข้อๆคือ     

           1) ช่วยพลิกกลับดิน นำดินด้านล่างขึ้นมาด้านบนโดยการกินดินแล้วถ่ายมูลนำแร่ธาตุ จากใต้ดินขึ้นมาให้ กับพืชช่วยผสมคลุกเคล้า แร่ธาตุในดิน ทำลายชั้นดินดาน 
               2) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน ซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุต่างๆ ทำให้ธาตุต่างๆอยู่ในรูปที่ 
เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม และธาตุอาหารอื่นๆ ถูกปลดปล่อยออกมา 
               3) ช่วยส่งเสริมในการละลายธาตุอาหารพืชธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืช ใช้ประโยชน์ ไม่ได้ไปอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ ประโยชน์ได้  
               4) ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้เนื้อดินและโครงสร้างของดินดีไม่แน่นทึบและแข็ง  
               5) การชอนไชของไส้เดือนดิน ทำให้ดินร่วนซุย การถ่ายเทน้ำและอากาศดี ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้นเพิ่มช่องว่าง ในดินทำให้รากพืชชอนไชได้ดี(ศ.ดร.เกษม,2544)

แนวทางการนำไส้เดือนดินมาใช้ประโยชน์      

          1) นำมาย่อยสลายขยะอินทรีย์และเศษอาหารจากบ้านเรือนเพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูล ไส้เดือนดินนำมาใช้ในการ เกษตรลด ต้นทุนการซื้อปุ๋ยเคมี 
               2) นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีปริมาณเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่สูงมากช่วยลดค่าใช้จ่ายในค่า อาหารสัตว์ 
               3) ใช้ฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมโทรมเช่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และเหมืองแร่เก่า 
               4) ใช้เป็นดัชนีทางสิ่งแวดล้อมในการตรวจสอบธาตุโลหะหนักและสารเคมีที่ปนเปื้อน จากการเกษตรในดิน
               5) ใช้เป็นยาบำรุงทางเพศ (ปรีชา,นงลักษณ์,2546)



ฤดูกาลใช้ประโยชน์:

ศักยภาพการใช้งาน:

ชื่อสามัญ: pheretime

ชื่อวิทยาศาสตร์: Lumbricus terrestris

ชื่อวงศ์:

ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้:

  ความรู้เพิ่มเติม

               กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำการเลี้ยงไส้เดือนดินดังนี้ 
   - การผสมดินก่อนนำไปเลี้ยงใช้ปุ๋ยหมัก 55 ส่วน ขี้เถ้าแกลบเก่า 35 ส่วน  
และปุ๋ยคอก 10 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน รดน้ำพอชุ่มคลุมด้วยวัสดุอะไรก็ได้ ทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 อาทิตย์ ความเป็นกรดเป็นด่าง (PH) ของดินที่เหมาะสมเท่ากับ 7 
    - วัสดุที่นำมาใช้เลี้ยง ใช้วงบ่อหรือถังส้วมซึมเจาะรูด้านล่างให้น้ำไหลลงได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร มีฝาคลุมกันศัตรูของไส้เดือนดิน เช่น นก หนู คางคก ฯลฯ ฝนและแดดส่องได้ 
    - วิธีการเลี้ยง นำส่วนผสมดินใส่ในวงบ่อสูงประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร ปล่อยไส้เดือนดินอายุ 2 - 3 เดือนลงไป (ถ้ามีอายุมากหรือขนาดโตจะให้ลูกน้อย) 10 - 20 คู่ บนดินคลุมด้วยใบไม้แห้ง เพื่อช่วยกันความชื้นและเป็นอาหารของไส้เดือนดิน ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 6 เดือนก็จะได้ลูกไส้เดือนดินเป็นจำนวนมาก 
    ข้อควรระวัง การเลี้ยงไส้เดือนดินอย่าให้ดินแห้งหรือแฉะเกินไป และอย่าไปรบกวนหรือให้แสงแดดสว่างจัด ควรมีการใช้วัสดุคลุมป้องกันแสง นอกจากนี้ไส้เดือนดินยังเป็นสัตว์ 2 เพศในตัวเดียวกัน ในการผสมพันธุ์จะกลับหัวกลับหางกัน(สุภาณ,2511)

บทสรุป

               ไส้เดือนดิน จัดอยู่ในไฟลั่มแอนเนลิดา (Phylum Annelida) ชั้นซีโตโพดา (Class Chaetopoda) ตระกูลโอลิโกซีตา (Order Oligochaeta) วงศ์แลมบริซิลี (Family Lambricidae) ไส้เดือนดินชนิดต่างๆ เท่าที่รู้จักกันมีประมาณ 1,800 ชนิด ไส้เดือนดินที่พบมากในแถบยุโรปและอเมริกาเป็นไส้เดือนดิน ชนิด Lumbricus terrestris ส่วนไส้เดือนดินที่พบมากในประเทศไทยและแถบเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ Pheretima peguana และ Pheretima posthum ลักษณะภายนอกของไส้เดือนดินจะเป็นปล้องตั้งแต่หัวจนถึงส่วนท้ายของร่างกาย มีรูปร่างทรงกระบอกยาว หัวท้ายเรียวแหลม ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร เมื่อโตเต็มที่จะมี 120 ปล้อง มีช่องระหว่างปล้องคั่นแต่ละปล้องไว้ แต่ละปล้องมีเดือยเล็กๆ เรียงอยู่ประมาณ 56 อัน ไม่มีส่วนหัวที่ชัดเจน ไม่มีตา ไม่มีหนวดเหมือนในตัวแม่เพรียง แต่มีไคลเตลลัม เมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ไคลเตลลัมจะเห็นได้ชัดเจนอยู่ตรงปล้องที่ 14-16 บนร่างกายมีส่วนต่างๆ(บุณเยือน,2525) 

http://www.aksorn.com/lib/libshow.asp?sid=311&sara=&level
=



แหล่งที่มาของข้อมูล: http://yalor.yru.ac.th/~dolah/notes/4902-1-48G13/SEMREP/Sb_404652074.doc

คำช่วยค้นหา:
จำนวนคนถูกใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
ใส้เดือนดิน
แหล่งที่พบ
สถานที่พบ: ตามดินทั่วไป
ตำบล: คูหาสวรรค์
อำเภอ: ภาษีเจริญ
จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
แสดงความคิดเห็น (ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา log-in)