Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)
Biogang Database

Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)

นางสุมาลี พิมขวา

ชื่อผู้รู้/ปราชญ์: นางสุมาลี

นามสกุลผู้รู้/ปราชญ์: พิมขวา

วันเกิดผู้รู้: 12 ส.ค. 12

หมวดหมู่ภูมิปัญญา: ด้านอาหาร

ภูมิปัญญาที่เชี่ยวชาญ: ขายส้มตำ

รายละเอียด

บทที่  1

บทนำ

1.  ความเป็นมาของส้มตำ

                   ส้มตำ เป็นอาหารคาวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัฒนธรรมชนชาติลาว ภายหลังการยึดดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแล้ว ต่อมาส้มตำได้กลายเป็นอาหารไทยอย่างหนึ่งด้วย และเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วทุกภูมิภาค ตลอดจนกลายเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของไทยควบคู่กับผัดไทยและต้มยำกุ้ง ส้มตำมีประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดไม่แน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าเป็นอาหารที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและประเทศลาว ซึ่งในอดีตถือเป็นแผ่นดินเดียวกัน เดิมนั้น ส้มตำมักปรุงโดยนำมะละกอดิบที่ขูดเป็นเส้นมาตำในครกเป็นหลัก พร้อมด้วยวัตถุดิบอื่นๆ คือ มะเขือเทศลูกเล็ก มะเขือสีดา มะเขือเปราะ พริกสดหรือพริกแห้ง ถั่วฝักยาว กระเทียม และปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลอื่นๆ (ไม่นิยมน้ำตาลทรายเด็ดขาด) น้ำปลา มะนาว เมื่อส้มตำแพร่หลายในวัฒนธรรมชนชาติไทยสยามแล้วจึงมีการเพิ่มกุ้งแห้ง ถั่วลิสงคั่ว ปูดอง ปูเค็ม หรือปูสุกลงไปด้วย สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมลาวก็คือ ปาแดก ปาแดกเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารประเภทส้มตำของวัฒนธรรมลาว ซึ่งคนไทยมีอาหารคล้ายกันนี้เรียกว่าปลาร้า (ปาแดกกับปลาร้ามีสูตรแตกต่างกันคือ ปลาแดกจะผสมรำ ส่วนปลาร้าจะผสมข้าวคั่ว)

                   ส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆเหล่านี้ทำให้ส้มตำมีรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว สำหรับชาวลาวและอีสานนั้นนิยมส้มตำรสเผ็ดเค็ม ส่วนชายไทยนั้นนิยมรสเปรี้ยวหวาน ส้มตำนิยมรับประทานคู่กันกับข้าวเหนียว ซึ่งชาวเหนือเรียกว่าข้าวนึ่ง และไก่ย่าง บางครั้งนิยมรับประทานคู่กับขนมจีน เส้นเล็กลวก เส้นหมี่ และแคบหมู โดยมีผักสดเป็นเครื่องเคียง เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ตลอดจน ผักดอง (ส้มผัก) ผักกาดขาว ผักชีฝรั่ง (หอมเป) ถั่วงอก ทูน ใบชะพลู (ผักอีเลิศ) เป็นต้น นอกจากนี้ ร้านค้าส้มตำส่วนใหญ่ มักมีอาหารอีสานอย่างอื่นขายร่วมด้วย เช่น ซุบหน่อไม้ อ่อม ลาบ ก้อย แจ่ว ปลาแดกบอง น้ำตก ซกเล็ก ตับหวาน ไก่ย่าง คอหมูย่าง พวงนม กุ้งเต้น (ก้อยกุ้ง) ข้าวเหนียว

2.  วัตถุประสงค์การศึกษา

              2.1 เพื่อนำมะละกอมาประยุกต์

              2.2 เพื่อฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม

              2.3 เพื่อฝึกการทำส้มตำ

 

 

3.  ขอบเขตการศึกษา

·  ศึกษาจากเว็บไซต์และสอบถามบุคคลที่รู้เกี่ยวกับการทำส้มตำ

4.  วิธีการดำเนินการศึกษา

                   4.1  ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                   4.2  จัดทำเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล

                   4.3  วิเคราะห์ผลการศึกษา

                   4.4  สรุปผลการศึกษา

                   4.5  เรียบเรียงเป็นรายงานเชิงวิชาการ

5.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                   ได้รับความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของส้มตำ  ประโยชน์ของส้มตำ  สรรพคุณทางยาของส้มตำ  และขั้นตอนในการทำส่วนประกอบและเครื่องปรุงของส้มตำ

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.  ความเป็นมาของส้มตำ

          ส้มตำ เป็นอาหารคาวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัฒนธรรมชนชาติลาว ภายหลังการยึดดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแล้ว ต่อมาส้มตำได้กลายเป็นอาหารไทยอย่างหนึ่งด้วย และเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วทุกภูมิภาค ตลอดจนกลายเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของไทยควบคู่กับผัดไทยและต้มยำกุ้ง ส้มตำมีประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดไม่แน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าเป็นอาหารที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและประเทศลาว ซึ่งในอดีตถือเป็นแผ่นดินเดียวกัน เดิมนั้น ส้มตำมักปรุงโดยนำมะละกอดิบที่ขูดเป็นเส้นมาตำในครกเป็นหลัก พร้อมด้วยวัตถุดิบอื่นๆ คือ มะเขือเทศลูกเล็ก มะเขือสีดา มะเขือเปราะ พริกสดหรือพริกแห้ง ถั่วฝักยาว กระเทียม และปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลอื่นๆ (ไม่นิยมน้ำตาลทรายเด็ดขาด) น้ำปลา มะนาว เมื่อส้มตำแพร่หลายในวัฒนธรรมชนชาติไทยสยามแล้วจึงมีการเพิ่มกุ้งแห้ง ถั่วลิสงคั่ว ปูดอง ปูเค็ม หรือปูสุกลงไปด้วย สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมลาวก็คือ ปาแดก ปาแดกเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารประเภทส้มตำของวัฒนธรรมลาว ซึ่งคนไทยมีอาหารคล้ายกันนี้เรียกว่าปลาร้า (ปาแดกกับปลาร้ามีสูตรแตกต่างกันคือ ปลาแดกจะผสมรำ ส่วนปลาร้าจะผสมข้าวคั่ว)

           ส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆเหล่านี้ทำให้ส้มตำมีรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว สำหรับชาวลาวและอีสานนั้นนิยมส้มตำรสเผ็ดเค็ม ส่วนชายไทยนั้นนิยมรสเปรี้ยวหวาน ส้มตำนิยมรับประทานคู่กันกับข้าวเหนียว ซึ่งชาวเหนือเรียกว่าข้าวนึ่ง และไก่ย่าง บางครั้งนิยมรับประทานคู่กับขนมจีน เส้นเล็กลวก เส้นหมี่ และแคบหมู โดยมีผักสดเป็นเครื่องเคียง เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ตลอดจน ผักดอง (ส้มผัก) ผักกาดขาว ผักชีฝรั่ง (หอมเป) ถั่วงอก ทูน ใบชะพลู (ผักอีเลิศ) เป็นต้น นอกจากนี้ ร้านค้าส้มตำส่วนใหญ่ มักมีอาหารอีสานอย่างอื่นขายร่วมด้วย เช่น ซุบหน่อไม้ อ่อม ลาบ ก้อย แจ่ว ปลาแดกบอง น้ำตก ซกเล็ก ตับหวาน ไก่ย่าง คอหมูย่าง พวงนม กุ้งเต้น (ก้อยกุ้ง) ข้าวเหนียว

2.  ประโยชน์ของส้มตำ

             2.1  มะละกอ : มีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง ช่วยไม่ให้แก่ก่อนวัย ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยซับและถอนพิษร้อนในร่างกายได้ มีสารปาเปอินเป็นเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน   

            2.2  มะเขือเทศสีดา : มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บเช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจ

            2.3  พริกขี้หนูสด : แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ขับผายลม ช่วยในการเจริญอาหาร ขับเหงื่อ บำรุงธาตุไฟ แก้ปวดหลังปวดเอว แก้บวม เคล็ดขัดยอก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้

            2.4  กระเทียม : ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะแก้ไข้หวัด แก้โรคบิด ป้องกันมะเร็ง ระงับกลิ่นปาก ลดระดับไขมัน โคเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด ขับสารพิษ ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว

            2.5  น้ำตาลปี๊ป (ทำจากจั่นมะพร้าวและจั่นของตาล) : มีวิตามิน เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก  

            2.6  มะนาว : มีฤทธิ์แก้อักเสบ ช่วยย่อยอาหาร และสกัดสารพิษ มีวิตามินซี และกรดซิตริก ช่วยให้หลอดเลือดแข็งทนทาน ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันและต้านทานโรค แก้หวัด ลดไข้ แก้กระหายน้ำ ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยขับปัสสาวะ

            2.7 น้ำปลา : ที่ได้จากปลาสดหมักกับเกลือ เป็นแหล่งโปรตีนและกรดอะมิโน โดยเฉพาะกรดกลูตามิก และยังมีพวกสารประกอบไนโตรเจน วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ อีกหลายชนิด ซึ่งจำเป็นกับผู้ที่ขาดสารอาหารพวกนี้   

            2.8 ถั่วฝักยาว : ให้แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส มีวิตามินซีที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี มีกากใยอาหารที่สามารถละลายในน้ำได้ เป็นยาบำรุงไต และม้าม แก้ร้อนใน ช่วยลดโคเลสเตอรอล

3.  สรรพคุณทางยาของส้มตำ

               3.1   มะละกอดิบ ต้มกินเป็นยาบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี-น้ำเหลือง

              3.2   มะเขือเทศ มีรสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว

              3.3.  มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ

              3.4  พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด

             3.5  มะนาว เปลือกผลรสขมช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหุ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต

             3.6  ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ บำรุงธาตุดิน

             3.7  กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ บำรุงธาตุไฟ

             3.8  ผักบุ้ง รสจืดเย็นใช้ต้มกินเป็นยาระบายทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่น

             3.9  กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ

              3.10  มะยม ใบต้มกินเป็นยาแก้ไอ ช่วยดับพิษไข้ บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษอีสุกอีใส โรคหัดเลือด

 

 

 

4.  ขั้นตอนในการทำส่วนประกอบและเครื่องปรุงของส้มตำ

1. ส้มตำป่า

http://www.bloggang.com/data/pakwan/picture/1340194475.jpg

 

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง

1. พริก  5-6  เม็ด (ขึ้นอยู่กับคนที่ชอบเผ็ดน้อยเผ็ดมาก)

2. กระเทียม  3  กลีบ

3. น้ำปลา  1  ช้อนชา

4. น้ำปลาร้า  1  กระพวย

5. น้ำตาลปี๊บ  1 ช้อนชา

6. น้ำมะขามเปียก   ครึ่งช้อนโต๊ะ

7. น้ำมะนาว  น้ำตาลปี๊บ  1 ช้อนโต๊ะ

8. ผงชูรส  1 ช้อนชา

9. ปูดอง   2  ตัว

10. มะเขือเทศ   4  ลูก

11. มะละกอหั่น    50  กรัม

12. มะเขือสีเขียว  2  ลูก

13. ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน  2-3  ฝัก

14. ถั่วงอก   20  กรัม

15. หน่อไม้ลวกสุก   10  กรัม

16. ผักกระเฉด  5 กรัม

17. หอยเชอรี่ต้มสุกหั่นชิ้นพอคำ  10  กรัม

18. แค๊ปหมู  1  ถุงเล็ก(ถุงละ  10  บาท)

19. ขนมจีน  1  กลีบ

วิธีทำส้มตำป่า

1. ตำพริกขี้หนูแดงและกระเทียมให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว ผงชูรส น้ำมะขามเปียก น้ำปลา  ปลาร้า มะเขือเทศ และปูดอง ใส่ลงไป เสร็จแล้วหั่นมะเขือใส่ ตามด้วยถั่วฝักยาว  หน่อไม้ลวกสุก   ผักกระเฉด หอยเชอรี่ต้มสุกหั่นชิ้นพอคำ    

2. เส้นมะละกอ ใส่ลงไปคลุก ชิมรสให้มีรสชาติเปรี้ยว-หวาน สามารถเพิ่มเติมรสชาติได้ตามใจ เสิร์ฟพร้อมแค๊ปหมู กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว และผักบุ้งแดง

 2.  ส้มตำปูม้าทะเล

http://luuksorn.diaryclub.com/images/20111203_IMG_2499.JPG

 

ส่วนประกอบ

1. 

อาชีพผู้รู้/ปราชญ์ แม่ค้าขายส้มตำ

ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้

แหล่งที่มาของข้อมูล:

คำช่วยค้นหา:
จำนวนคนถูกใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
ที่อยู่
ที่อยู่: 1 ม.5
ตำบล: หนองตูม
อำเภอ: เมืองขอนแก่น
จังหวัด: ขอนแก่น
รหัสไปรษณีย์: 40000
โทรศัพท์: 0885080988
แสดงความคิดเห็น (ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา log-in)