Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)
Biogang Database

Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)

นส มะลา โสดี

ชื่อผู้รู้/ปราชญ์: นส มะลา

นามสกุลผู้รู้/ปราชญ์: โสดี

วันเกิดผู้รู้: 8 ก.พ. 07

หมวดหมู่ภูมิปัญญา: ด้านหัตถกรรม

ภูมิปัญญาที่เชี่ยวชาญ: สารกระเป๋า

รายละเอียด

        ประวัติกระเป๋าจากหลอด

สมัยก่อนมนุษย์กับธรรมชาติมีความเป็นอยู่ใกล้ชิดกันมาก มนุษย์รู้จักการดูแลรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติก็ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ มีความเป็นอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บรรดานักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมาจากการสังเกตธรรมชาติ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน จนได้ข้าวของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกแก่มนุษย์อย่างในปัจจุบัน ตัวอย่างสิ่งของที่ผู้เขียนจะนำเสนอให้ผู้อ่านได้อ่านกันในวันนี้ เป็นของใกล้ตัวมีขนาดเล็กมากจนอาจทำให้ทุกคนมองข้ามไม่เคยสงสัยว่าสิ่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมาคือ  “หลอดดูดน้ำ” นั้นเอง

หลอดดูดน้ำที่เราใช้กันทั่วไปในปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาจากสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มีหลอดดูดน้ำมนุษย์จะใช้หญ้า ryegrass ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้องกลวงๆยาวๆคล้ายก้านมะละกอในบ้านเราดูดน้ำกัน นาย มาร์วิน สโตน ใช้การสังเกตอุปกรณ์ดูดน้ำอย่างหญ้ามาเป็นแรงบันดาลใจประดิษฐ์หลอดดูดน้ำ โดยการพันแถบกระดาษเล็กๆรอบแท่งดินสอแล้วทากาวให้คงรูป จากนั้นจึงเคลือบไขพาราฟินจนกระดาษมะนิลาปิดรอบ เพราะการใช้กระดาษอย่างเดียวนั้นจะไม่ค่อยคงทนเมื่อถูกน้ำแล้วจะเปื่อยง่าย ต่อจากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการใช้งานจนได้เป็นหลอดดูดน้ำอย่างในปัจจุบัน หลอดดูดน้ำเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1888 โดยหลอดดูดน้ำรุ่นแรกที่ผลิตออกมา มีความยาว 8.5 นิ้ว แต่มีขนาดรูเล็กมากเพื่อป้องกันเมล็ดผลไม้ในน้ำผลไม้ต่างๆ จำพวกน้ำส้ม น้ำมะนาว เล็ดรอดเข้าไปในลำคอได้ จากนั้นก็มีการพัฒนาหลอดดูดน้ำให้มีรูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นแต่ก่อนหลอดดูดน้ำที่เราใช้กันตอนเด็กๆมีขนาดประมาณ 8 นิ้ว ขนาดรูหลอดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร แต่ปัจจุบันหลอดมีขนาดอ้วนขึ้นเพื่อความสะดวกในการบริโภคเครื่องดื่มจำพวกชาไข่มุกหรือหลอดมีขนาดยาวขึ้นตามขนาดของน้ำอัดลมที่มีขนาดของขวดสูงขึ้นเป็นต้น ดังนั้นแม้ว่าหลอดจะมีวิวัฒนาการทันสมัยเพียงใด เราจะไม่มีวันมีข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกใช้อย่างทุกวันนี้เลยถ้าไม่มีเหล่ามนุษย์ผู้ช่างสังเกต คอยมองสังเกตธรรมชาติรอบๆตัวแล้วเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆพัฒนาอย่างมีขั้นตอนดังเช่นทุกวันนี้


ประโยชน์

ช่วยลดขยะในชุมชนสามารถใช้เวลาว่างให้เปนประโยชน์ได้ช่วยนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและนำไปจำหน่ายในท้องถิ้นได้   

วัตถุดิบและอุปกรณ์


      1. หลอด



















      2.กรรไกร


    3.  แม็กย็บกระดาษ

4. ลูกแม็กเย็บกระดาษ




5. สายกระเป๋า


วีธีทำ


กระเป๋าสานจากหลอดกาแฟ
ฝีมือ คุณ yongyuth 
กระดาษเส้นยาว ๆ ก็ใช้แทนกล่องนมได้ แค่อาศัยเทคนิคนิดหน่อย 
(แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจนะ....(-_- !) คงเป็นเพราะอาจารย์สั่งให้ใช้กล่องนมมั้ง  ^^ !

ขั้นตอนหนึ่งในการ สานกระเป๋าจากหลอดกาแฟ
สำหรับ วิธีสานกระเป๋าจากหลอดกาแฟ แจมแค่คิดแต่...ไม่ได้ทำ
เพราะตัดหลอดไปใส่ หมอนหลอดกาแฟ  ไปก่อนหน้านั้นแล้ว :P
ตอนที่ลองก็รู้สึกหลอดจะป่อง ๆ หน่อย ช่วงเสียบหลอดเป็นวง


พอดีไปเจอ กระเป๋าสานจากหลอดกาแฟ ฝีมือ คุณยงยุทธ ทำไว้ 
โดยใช้บัตรซิมโทรศัพท์ หรือ กระดาษแข็ง กว้าง 3.5 ซม. ยาว 4 ซม.
เอาหลอดกาแฟมาทาบ แล้วพับตามแบบ


รูปจาก เว็บบอร์ดสวนผักหวานป่ามอกกำปอ
(แจมชอบทั้งผักหวานบ้าน และผักหวานป่าเลยล่ะ อร่อยคนละแบบ ^^)


จัดการตัดหลอดตามรูป เสร็จแล้วเอาออกมาสอดให้เป็นวง
ทำไว้เยอะ ๆ เหมือนกล่องนมแล้วเอาไปสานเป็น กระเป๋าหลอดกาแฟ


อาชีพผู้รู้/ปราชญ์ สารกระเป๋าขาย

ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้

บทที่ 1

บทนำ

 

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

กระเป๋าจากหลอดเป็นการจักสานของไทยชนิดหนึ่งที่ เป็นสูตรประยุกต์โดยยืนพื้นฐานสูตรเดิมมีการทำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์นักโบราณคดีได้พบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการทำเครื่องจักสานในยุคหินใหม่ที่บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เป็นลายขัดสองเส้นประมาณว่ามีอายุราว 4,000ปีมาแล้ว

กระเป๋าจากหลอดสามารถประยุกต์  ได้หลายแบบ เช่น

กระเป๋าที่ทำจากไม้ไผ่เรากระเป๋าที่ทำมาจากหลอดกาแฟ  กระเป๋าที่ทำมาจากกล่องนม  กระเป๋าที่ทำมาจากชองกาแฟที่กินหมดแล้ว ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ล้วนแล้วหาได้ง่ายในท้องถิ่นของเราด้วย

การทำการทำกระเป๋าเป็นการอนุรักษ์และเป็นการนำวิธีการกระเป๋าที่มีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์ให้แปลกใหม่จากเดิมให้คนรุ่นหลังสืบทอดกันต่อไป

จุดมุ่งหมายของโครงงาน

1.            เพื่ออนุรักษ์การจักสานไทย

2.            เพื่อฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม

3.            เป็นการสร้างรายได้ระหว่างเรียน

4.            เพื่อฝึกการทำกระเป๋าจากหลอด

5.            เพื่อศึกษาประวัติและวิธีกระเป๋าจากหลอดไทย

สมมุติฐาน

หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการทำโครงงาน เพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต และสามารถประยุกต์การทำกระเป๋าจากหลอด ที่ใช้หลอดจากการเหลือใช้

ขอบเขตการศึกษา

 1.  ศึกษาจากเว็บไซต์และสอบถามบุคคลที่รู้เกี่ยวกับการทำกระเป๋าจากหลอด

        2.  ระยะเวลาในการศึกษา เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2558

        3.  วัสดุที่ใช้ในการดำเนินโครงงาน

             3.1 หลอด, กรรไกร, เชือก , สายยาง,

บทที่2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

โครงงานสิ่งประดิษฐ์จากหลอด ศึกษาเอกสารที่เกี่ยงข้องดังนี้

1.  หลอด

ประวัติความเป็นมาของหลอด

สมัยก่อนมนุษย์กับธรรมชาติมีความเป็นอยู่ใกล้ชิดกันมาก มนุษย์รู้จักการดูแลรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติก็ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ มีความเป็นอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บรรดานักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมาจากการสังเกตธรรมชาติ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน จนได้ข้าวของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกแก่มนุษย์อย่างในปัจจุบัน ตัวอย่างสิ่งของที่ผู้เขียนจะนำเสนอให้ผู้อ่านได้อ่านกันในวันนี้ เป็นของใกล้ตัวมีขนาดเล็กมากจนอาจทำให้ทุกคนมองข้ามไม่เคยสงสัยว่าสิ่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมาคือ  หลอดดูดน้ำนั้นเอง

หลอดดูดน้ำที่เราใช้กันทั่วไปในปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาจากสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มีหลอดดูดน้ำมนุษย์จะใช้หญ้า ryegrass ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้องกลวงๆยาวๆคล้ายก้านมะละกอในบ้านเราดูดน้ำกัน นาย มาร์วินสโตน ใช้การสังเกตอุปกรณ์ดูดน้ำอย่างหญ้ามาเป็นแรงบันดาลใจประดิษฐ์หลอดดูดน้ำ โดยการพันแถบกระดาษเล็กๆรอบแท่งดินสอแล้วทากาวให้คงรูป จากนั้นจึงเคลือบไขพาราฟินจนกระดาษมะนิลาปิดรอบ เพราะการใช้กระดาษอย่างเดียวนั้นจะไม่ค่อยคงทนเมื่อถูกน้ำแล้วจะเปื่อยง่าย ต่อจากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการใช้งานจนได้เป็นหลอดดูดน้ำอย่างในปัจจุบัน หลอดดูดน้ำเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1888 โดยหลอดดูดน้ำรุ่นแรกที่ผลิตออกมา มีความยาว 8.5 นิ้ว แต่มีขนาดรูเล็กมากเพื่อป้องกันเมล็ดผลไม้ในน้ำผลไม้ต่างๆ จำพวกน้ำส้ม น้ำมะนาว เล็ดรอดเข้าไปในลำคอได้ จากนั้นก็มีการพัฒนาหลอดดูดน้ำให้มีรูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นแต่ก่อนหลอดดูดน้ำที่เราใช้กันตอนเด็กๆมีขนาดประมาณ 8 นิ้ว ขนาดรูหลอดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร แต่ปัจจุบันหลอดมีขนาดอ้วนขึ้นเพื่อความสะดวกในการบริโภคเครื่องดื่มจำพวกชาไข่มุกหรือหลอดมีขนาดยาวขึ้นตามขนาดของน้ำอัดลมที่มีขนาดของขวดสูงขึ้นเป็นต้น ดังนั้นแม้ว่าหลอดจะมีวิวัฒนาการทันสมัยเพียงใด เราจะไม่มีวันมีข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกใช้อย่างทุกวันนี้เลยถ้าไม่มีเหล่ามนุษย์ผู้ช่างสังเกต คอยมองสังเกตธรรมชาติรอบๆตัวแล้วเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆพัฒนาอย่างมีขั้นตอนดังเช่นทุกวันนี้

 

 

2.  กรรไกร

ประวัติกรรไกร

กรรไกรนั้นต่างจากมีด เพราะมีใบมีด 2 อัน ประกบกันโดยมีจุดหมุนร่วมกัน กรรไกรส่วนใหญ่จะไม่มีความคมมากนัก แต่อาศัยแรงฉีกระหว่างใบมีดสองด้าน กรรไกรของเด็กนั้นจะมีความคมน้อยมาก และมักมีพลาสติกหุ้มเอาไว้

กรรไกร ว่ากันว่าถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อนคริสตกาลในยุคอียิปต์โบราณ มีรูปร่างยาวโดยมีจุดเชื่อมที่ด้านท้าย ส่วนกรรไกรด้ามตัดไขว้แบบปัจจุบันถูกคิดค้นในราว พ.ศ. 643 ในตอนนั้น (ยุคอียิปต์) มีแค่ตัวเชื่อม กับหู โครงร่างยังดูเลือนรางมาก ทำเป็นรูปตัวยู ซึ่งกรรไกรเกิดขึ้นเนื่องจากเรื่องของการค้าขายเพราะต้องการของคมๆ ไว้ใกล้ตัว เวลาจะบรรจุของลงหีบห่อ หรือใช้ตัดของได้สะดวกกรรไกรได้ดำรงอยู่มานานมาก ในตอนแรก รูปทรงอาจจะใช้ยาก แต่ต่อมาชาวโรมันก็เอาปรับแก้ไขให้รายละเอียดมีมากขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 100ทำให้กรรไกรใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก

ในตอนแรก กรรไกรนั้นไม่มีรู (แล้วใช้ไงอะ) เป็นแบบราบเรียบแข็งๆ ไปเลย แต่ต่อมา Robert Hinchliffeชาวอังกฤษได้คิดค้นการเจาะรูบนกรรไกรขึ้น (ขอบคุณคุณโรเบิร์ต) ทำให้กรรไกรใช้ง่ายขึ้นมาก และต่อมาในฟินแลนด์ ก็มีการนำเหล็กมาใช้ทำกรรไกรทำให้กรรไกรมีหลากหลายแบบมากขึ้น

ในภาษาไทย โดยมากเรียก "กรรไกร" แต่บางถิ่นเรียก "ตะไกร", "ไกร", หรือ "มีดตัด" สำหรับกรรไกรโดยทั่วไป ในภาษาอังกฤษเรียกว่า scissors แต่ในอุตสาหกรรม จะเรียกกรรไกรที่มีความยาวมากกว่า 15 เซนติเมตร ว่าshears

กรรไกร (อังกฤษ: scissors) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตัดวัสดุบาง ๆ โดยใช้แรงกดเล็กน้อย โดยใช้ตัดวัสดุเช่น กระดาษ กระดาษแข็งแผ่นโลหะบาง พลาสติกบาง อาหารบางอย่าง ผ้า เชือก และสายไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เพื่อตัดผมก็ได้ ส่วนกรรไกรขนาดใหญ่อาจใช้ตัดใบไม้และกิ่งไม้ ซึ่งมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ

กรรไกรนั้นต่างจากมีด เพราะมีใบมีด 2 อัน ประกบกันโดยมีจุดหมุนร่วมกัน กรรไกรส่วนใหญ่จะไม่มีความคมมากนัก แต่อาศัยแรงฉีกระหว่างใบมีดสองด้าน กรรไกรของเด็กนั้นจะมีความคมน้อยมาก และมักมีพลาสติกหุ้มเอาไว้

ในภาษาไทย เรียก "กรรไกร", "กรรไตร" หรือ "ตะไกร" ส่วนในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปเรียกว่า "scissors" แต่ในอุตสาหกรรม เรียกกรรไกรที่มีความยาวมากกว่า 15 เซนติเมตร ว่า "shears"[1]

ในทางกลศาสตร์ ถือว่ากรรไกรเป็นคานคู่ชั้น 1 (First-Class Lever) ซึ่งมีหมุดกลางทำหน้าที่เป็นจุดหมุน ส่วนการตัดวัสดุหนาหรือแข็งนั้น จะให้วัสดุอยู่ใกล้จุดหมุน เพื่อเพิ่มแรงกดให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่นหากแรงที่ใช้ (นั่นคือ มือ) ห่างจากจุดหมุนเป็นสองเท่าของตำแหน่งที่ตัด (นั่นคือ ตำแหน่งกระดาษ) แรงที่กดบนขากรรไกรก็จะเป็นสองเท่าด้วย

กรรไกรพิเศษ เช่น กรรไกรตัดเหล็ก (bolt cutters) สำหรับงานกู้ภัย จะมีปากสั้น และด้ามยาว เพื่อให้วัสดุที่ตัดอยู่ใกล้จุดหมุนมากที่สุดนั่นเอง กรรไกรตัดเหล็กเส้นก่อสร้าง [2] (bar cutters) สำหรับงานก่อสร้าง โดยเฉพาะไซต์งานที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำงานโดยใช้แรงกล มีด้ามยาวสำหรับโยกหมุนเฟืองเพื่อดันใบมีดเข้าหากันเพื่อตัดเหล็ก เหมาะกับการใช้ตัดชิ้นงานหยาบ ไม่สามารถใช้กับงานที่ละเอียดได้ นอกจากนี้ยังมีกรรไกรตัดเหล็กที่ใช้สำหรับตัดเหล็กแผ่น เหล็กแบน เหล็กกลม (shearing machines) ซึ่งใช้กลวิธีการทำงานคือ โยกด้ามยาวที่ติดกับตัวขับที่เป็นฟันเหล็ก และเฟืองซึ่งทำจากเหล็กขึ้นรูปร้อน โดยตัวขับจะเป็นตัวส่งกำลังไปยังตัวเลื่อน เพื่อดันใบมีดตัวบนเข้ามาใบมีดตัวล่าง และมีสปริงค้ำคันโยก ซึ่งจะช่วยป้องกันคันมือโยกไม่ให้หล่นลงมา และยังเป็นตัวทำให้เกิดความสมดุลของน้ำหนักของตัวคันมือโยกอีกด้วย

 

3.  เชือก

เชือก (Fiber Rope Slings) ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ ที่นำมาถักเกลียวรวมเป็นเส้นเชือก เชือกถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุตั้งแต่ยุคแรกๆ โดยทั่วไปเชือกมักใช้ในงานเคลื่อนย้ายวัสดุชั่วคราว เช่น ในงานก่อสร้าง งานทาสี งานประมง เป็นต้น คุณสมบัติของเชือก จะเหนียว ยืดหยุ่นได้ดี โค้งงอได้มาก ทำให้ยึดเกาะกับวัสดุที่จะเคลื่อนย้ายได้ดีและไม่ทำให้ผิวของวัสดุได้รับความเสียหายหรือมีรอยตำหนิ

เชือกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆตามวัสดุที่ใช้ทำ คือ

เชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ (Nature Fiber Rope Slings) วัตถุดิบที่ใช้ทำเชือกประเภทนี้มีหลายชนิด เช่น ไซแซล (Sisal) มะนิลา (Manila) เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ เชือกที่ทำจากมะนิลา จึงเรียกกันติดปากว่า เชือกมะนิลา เชือกมะนิลามีสีเหลืองอ่อนหรือสีงาช้างและมีความมันเงา ความเหนียว และความแข็งแรง

เชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber Rope Slings) เป็นเชือกที่ปัจจุบันนิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ เช่น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความเบา ดีกว่าเชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ รวมทั้งการต่อ (Splices) เชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ทำได้ง่ายและมีความแข็งแรง (Strength) ใกล้เคียงกับความแข็งแรงของเส้นเชือก วัสดุที่นิยมให้ทำเส้นเชือกมีหลายชนิด เช่น ไนลอน (Nylon) โพลีเอสเตอร์ ( Polyester) โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไนลอนและโพลีเอสเตอร์เป็นเชือกที่นิยมใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุมากที่สุด

เชือกมะนิลาและเชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์มีความแข็งแรง (Strength) หรือความทนแรงดึงได้แตกต่างกัน รวมทั้งน้ำหนักของเส้นเชือกก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของเชือก

4.  ประวัติ พีวีซี ที่มา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีชายที่ พยายามจะสร้างสารชนิดใหม่ที่ไม่เคยปราก ฎมาก่อนบนโลกนี้ PVC เป็นหนึ่งในสารสังเคราะห์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก มีประวัติเก่าแก่ในอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงแรกของการค้นพบสารสังเคราะห์นี้ มีคนค้นพบพีวีซีโดยบังเอิญหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถสังเคราะห์ใน ปริมาณที่มากพอในเชิงพานิชย์ได้

แต่แล้วศตวรรษที่19ก็มีนักวิจัยอย่าง น้อยสองคนสามารถสังเคราะห์ พีวีซี ขึ้นมาได้ ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1838 นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Henri Victor Regnaultและครั้งที่สองในปี ค.ศ.1872 ชาวเยอรมันชื่อ Eugen Baumann ในการค้นพบสองครั้งนี้ พบโพลิเมอร์ลักษณะเป็นของแข็งสีขาวอยู่ในขวดทดลองพร้อมกับแก๊สไวนิลคลอไรด์ ที่ระเหยออกมา สารประกอบนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถทำมาผลิตในเชิงพานิชย์ได้

ใน ปี ค.ศ.1913 นักลงทุนชื่อ Friedrich Heinrich August Klatteได้จดลิขสิทธิ์ PVC หลักการผลิต PVC ของเขาคือการสังเคราะห์ด้วยแสงแดดการปฎิวัติการผลิต PVC เริ่มขึ้นในประเทศอเมริกาเมื่อ บริษัท BFGoodrichจ้างนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Waldo Semonเพื่อพัฒนาสารที่สามารถนำมาทดแทนยางที่มีราคาพุ่งสูงขึ้น การทดลองสามารถผลิต PVC ได้แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในปี 1920

ยอด ขายPVC เริ่มถ่งสูงขึ้นเนื่องจาก มีการนำPVCไปใช้ผลิตสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น ความต้องการPVC ก็สูงขึ้นอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่2เมื่อPVC สามารถนำมาทดแทนสายไฟที่ใช้ในการเดินสายไฟในเรือรบได้ ในช่วงปี 1950 หลายบริษัททั่วโลกเริ่มผลิต PVC ได้ในปริมาณมาก นักพัฒนาได้คิดค้นวิธีการนำPVCไปใช้และการพัฒนาคุณสมบัติPVCเพื่อเพิ่มความ ทนทานสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้

ในช่วงกลาง ศตวรรษที่



แหล่งที่มาของข้อมูล: http://erytr.blogspot.com/

คำช่วยค้นหา: -
จำนวนคนถูกใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
ที่อยู่
ที่อยู่: 39 หมู่ที่ 11
ตำบล: เหล่าดอกไม้
อำเภอ: ชื่นชม
จังหวัด: มหาสารคาม
รหัสไปรษณีย์: 44160
โทรศัพท์: 0997376564
แสดงความคิดเห็น (ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา log-in)
photo profile
PhungOle 25 ก.พ. 58  23:02 น.
บทที่ 1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
กระเป๋าจากหลอดเป็นการจักสานของไทยชนิดหนึ่งที่ เป็นสูตรประยุกต์โดยยืนพื้นฐานสูตรเดิมมีการทำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์นักโบราณคดีได้พบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการทำเครื่องจักสานในยุคหินใหม่ที่บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เป็นลายขัดสองเส้นประมาณว่ามีอายุราว 4,000ปีมาแล้ว
กระเป๋าจากหลอดสามารถประยุกต์ ได้หลายแบบ เช่น
กระเป๋าที่ทำจากไม้ไผ่เรากระเป๋าที่ทำมาจากหลอดกาแฟ กระเป๋าที่ทำมาจากกล่องนม กระเป๋าที่ทำมาจากชองกาแฟที่กินหมดแล้ว ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ล้วนแล้วหาได้ง่ายในท้องถิ่นของเราด้วย
การทำการทำกระเป๋าเป็นการอนุรักษ์และเป็นการนำวิธีการกระเป๋าที่มีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์ให้แปลกใหม่จากเดิมให้คนรุ่นหลังสืบทอดกันต่อไป
จุดมุ่งหมายของโครงงาน
1. เพื่ออนุรักษ์การจักสานไทย
2. เพื่อฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม
3. เป็นการสร้างรายได้ระหว่างเรียน
4. เพื่อฝึกการทำกระเป๋าจากหลอด
5. เพื่อศึกษาประวัติและวิธีกระเป๋าจากหลอดไทย
สมมุติฐาน
หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการทำโครงงาน เพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต และสามารถประยุกต์การทำกระเป๋าจากหลอด ที่ใช้หลอดจากการเหลือใช้
ขอบเขตการศึกษา
1. ศึกษาจากเว็บไซต์และสอบถามบุคคลที่รู้เกี่ยวกับการทำกระเป๋าจากหลอด
2. ระยะเวลาในการศึกษา เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2558
3. วัสดุที่ใช้ในการดำเนินโครงงาน
3.1 หลอด, กรรไกร, เชือก , สายยาง,
บทที่2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
โครงงานสิ่งประดิษฐ์จากหลอด ศึกษาเอกสารที่เกี่ยงข้องดังนี้
1. หลอด
ประวัติความเป็นมาของหลอด
สมัยก่อนมนุษย์กับธรรมชาติมีความเป็นอยู่ใกล้ชิดกันมาก มนุษย์รู้จักการดูแลรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติก็ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ มีความเป็นอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บรรดานักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมาจากการสังเกตธรรมชาติ สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน จนได้ข้าวของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกแก่มนุษย์อย่างในปัจจุบัน ตัวอย่างสิ่งของที่ผู้เขียนจะนำเสนอให้ผู้อ่านได้อ่านกันในวันนี้ เป็นของใกล้ตัวมีขนาดเล็กมากจนอาจทำให้ทุกคนมองข้ามไม่เคยสงสัยว่าสิ่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมาคือ “หลอดดูดน้ำ” นั้นเอง
หลอดดูดน้ำที่เราใช้กันทั่วไปในปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาจากสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มีหลอดดูดน้ำมนุษย์จะใช้หญ้า ryegrass ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้องกลวงๆยาวๆคล้ายก้านมะละกอในบ้านเราดูดน้ำกัน นาย มาร์วินสโตน ใช้การสังเกตอุปกรณ์ดูดน้ำอย่างหญ้ามาเป็นแรงบันดาลใจประดิษฐ์หลอดดูดน้ำ โดยการพันแถบกระดาษเล็กๆรอบแท่งดินสอแล้วทากาวให้คงรูป จากนั้นจึงเคลือบไขพาราฟินจนกระดาษมะนิลาปิดรอบ เพราะการใช้กระดาษอย่างเดียวนั้นจะไม่ค่อยคงทนเมื่อถูกน้ำแล้วจะเปื่อยง่าย ต่อจากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการใช้งานจนได้เป็นหลอดดูดน้ำอย่างในปัจจุบัน หลอดดูดน้ำเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1888 โดยหลอดดูดน้ำรุ่นแรกที่ผลิตออกมา มีความยาว 8.5 นิ้ว แต่มีขนาดรูเล็กมากเพื่อป้องกันเมล็ดผลไม้ในน้ำผลไม้ต่างๆ จำพวกน้ำส้ม น้ำมะนาว เล็ดรอดเข้าไปในลำคอได้ จากนั้นก็มีการพัฒนาหลอดดูดน้ำให้มีรูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นแต่ก่อนหลอดดูดน้ำที่เราใช้กันตอนเด็กๆมีขนาดประมาณ 8 นิ้ว ขนาดรูหลอดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร แต่ปัจจุบันหลอดมีขนาดอ้วนขึ้นเพื่อความสะดวกในการบริโภคเครื่องดื่มจำพวกชาไข่มุกหรือหลอดมีขนาดยาวขึ้นตามขนาดของน้ำอัดลมที่มีขนาดของขวดสูงขึ้นเป็นต้น ดังนั้นแม้ว่าหลอดจะมีวิวัฒนาการทันสมัยเพียงใด เราจะไม่มีวันมีข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกใช้อย่างทุกวันนี้เลยถ้าไม่มีเหล่ามนุษย์ผู้ช่างสังเกต คอยมองสังเกตธรรมชาติรอบๆตัวแล้วเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆพัฒนาอย่างมีขั้นตอนดังเช่นทุกวันนี้


2. กรรไกร
ประวัติกรรไกร
กรรไกรนั้นต่างจากมีด เพราะมีใบมีด 2 อัน ประกบกันโดยมีจุดหมุนร่วมกัน กรรไกรส่วนใหญ่จะไม่มีความคมมากนัก แต่อาศัยแรงฉีกระหว่างใบมีดสองด้าน กรรไกรของเด็กนั้นจะมีความคมน้อยมาก และมักมีพลาสติกหุ้มเอาไว้
กรรไกร ว่ากันว่าถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อนคริสตกาลในยุคอียิปต์โบราณ มีรูปร่างยาวโดยมีจุดเชื่อมที่ด้านท้าย ส่วนกรรไกรด้ามตัดไขว้แบบปัจจุบันถูกคิดค้นในราว พ.ศ. 643 ในตอนนั้น (ยุคอียิปต์) มีแค่ตัวเชื่อม กับหู โครงร่างยังดูเลือนรางมาก ทำเป็นรูปตัวยู ซึ่งกรรไกรเกิดขึ้นเนื่องจากเรื่องของการค้าขายเพราะต้องการของคมๆ ไว้ใกล้ตัว เวลาจะบรรจุของลงหีบห่อ หรือใช้ตัดของได้สะดวกกรรไกรได้ดำรงอยู่มานานมาก ในตอนแรก รูปทรงอาจจะใช้ยาก แต่ต่อมาชาวโรมันก็เอาปรับแก้ไขให้รายละเอียดมีมากขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 100ทำให้กรรไกรใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก
ในตอนแรก กรรไกรนั้นไม่มีรู (แล้วใช้ไงอะ) เป็นแบบราบเรียบแข็งๆ ไปเลย แต่ต่อมา Robert Hinchliffeชาวอังกฤษได้คิดค้นการเจาะรูบนกรรไกรขึ้น (ขอบคุณคุณโรเบิร์ต) ทำให้กรรไกรใช้ง่ายขึ้นมาก และต่อมาในฟินแลนด์ ก็มีการนำเหล็กมาใช้ทำกรรไกรทำให้กรรไกรมีหลากหลายแบบมากขึ้น
ในภาษาไทย โดยมากเรียก "กรรไกร" แต่บางถิ่นเรียก "ตะไกร", "ไกร", หรือ "มีดตัด" สำหรับกรรไกรโดยทั่วไป ในภาษาอังกฤษเรียกว่า scissors แต่ในอุตสาหกรรม จะเรียกกรรไกรที่มีความยาวมากกว่า 15 เซนติเมตร ว่าshears
กรรไกร (อังกฤษ: scissors) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตัดวัสดุบาง ๆ โดยใช้แรงกดเล็กน้อย โดยใช้ตัดวัสดุเช่น กระดาษ กระดาษแข็งแผ่นโลหะบาง พลาสติกบาง อาหารบางอย่าง ผ้า เชือก และสายไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เพื่อตัดผมก็ได้ ส่วนกรรไกรขนาดใหญ่อาจใช้ตัดใบไม้และกิ่งไม้ ซึ่งมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ
กรรไกรนั้นต่างจากมีด เพราะมีใบมีด 2 อัน ประกบกันโดยมีจุดหมุนร่วมกัน กรรไกรส่วนใหญ่จะไม่มีความคมมากนัก แต่อาศัยแรงฉีกระหว่างใบมีดสองด้าน กรรไกรของเด็กนั้นจะมีความคมน้อยมาก และมักมีพลาสติกหุ้มเอาไว้
ในภาษาไทย เรียก "กรรไกร", "กรรไตร" หรือ "ตะไกร" ส่วนในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปเรียกว่า "scissors" แต่ในอุตสาหกรรม เรียกกรรไกรที่มีความยาวมากกว่า 15 เซนติเมตร ว่า "shears"[1]
ในทางกลศาสตร์ ถือว่ากรรไกรเป็นคานคู่ชั้น 1 (First-Class Lever) ซึ่งมีหมุดกลางทำหน้าที่เป็นจุดหมุน ส่วนการตัดวัสดุหนาหรือแข็งนั้น จะให้วัสดุอยู่ใกล้จุดหมุน เพื่อเพิ่มแรงกดให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่นหากแรงที่ใช้ (นั่นคือ มือ) ห่างจากจุดหมุนเป็นสองเท่าของตำแหน่งที่ตัด (นั่นคือ ตำแหน่งกระดาษ) แรงที่กดบนขากรรไกรก็จะเป็นสองเท่าด้วย
กรรไกรพิเศษ เช่น กรรไกรตัดเหล็ก (bolt cutters) สำหรับงานกู้ภัย จะมีปากสั้น และด้ามยาว เพื่อให้วัสดุที่ตัดอยู่ใกล้จุดหมุนมากที่สุดนั่นเอง กรรไกรตัดเหล็กเส้นก่อสร้าง [2] (bar cutters) สำหรับงานก่อสร้าง โดยเฉพาะไซต์งานที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำงานโดยใช้แรงกล มีด้ามยาวสำหรับโยกหมุนเฟืองเพื่อดันใบมีดเข้าหากันเพื่อตัดเหล็ก เหมาะกับการใช้ตัดชิ้นงานหยาบ ไม่สามารถใช้กับงานที่ละเอียดได้ นอกจากนี้ยังมีกรรไกรตัดเหล็กที่ใช้สำหรับตัดเหล็กแผ่น เหล็กแบน เหล็กกลม (shearing machines) ซึ่งใช้กลวิธีการทำงานคือ โยกด้ามยาวที่ติดกับตัวขับที่เป็นฟันเหล็ก และเฟืองซึ่งทำจากเหล็กขึ้นรูปร้อน โดยตัวขับจะเป็นตัวส่งกำลังไปยังตัวเลื่อน เพื่อดันใบมีดตัวบนเข้ามาใบมีดตัวล่าง และมีสปริงค้ำคันโยก ซึ่งจะช่วยป้องกันคันมือโยกไม่ให้หล่นลงมา และยังเป็นตัวทำให้เกิดความสมดุลของน้ำหนักของตัวคันมือโยกอีกด้วย

3. เชือก
เชือก (Fiber Rope Slings) ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ ที่นำมาถักเกลียวรวมเป็นเส้นเชือก เชือกถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุตั้งแต่ยุคแรกๆ โดยทั่วไปเชือกมักใช้ในงานเคลื่อนย้ายวัสดุชั่วคราว เช่น ในงานก่อสร้าง งานทาสี งานประมง เป็นต้น คุณสมบัติของเชือก จะเหนียว ยืดหยุ่นได้ดี โค้งงอได้มาก ทำให้ยึดเกาะกับวัสดุที่จะเคลื่อนย้ายได้ดีและไม่ทำให้ผิวของวัสดุได้รับความเสียหายหรือมีรอยตำหนิ
เชือกแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆตามวัสดุที่ใช้ทำ คือ
เชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ (Nature Fiber Rope Slings) วัตถุดิบที่ใช้ทำเชือกประเภทนี้มีหลายชนิด เช่น ไซแซล (Sisal) มะนิลา (Manila) เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ เชือกที่ทำจากมะนิลา จึงเรียกกันติดปากว่า เชือกมะนิลา เชือกมะนิลามีสีเหลืองอ่อนหรือสีงาช้างและมีความมันเงา ความเหนียว และความแข็งแรง
เชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber Rope Slings) เป็นเชือกที่ปัจจุบันนิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ เช่น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความเบา ดีกว่าเชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ รวมทั้งการต่อ (Splices) เชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ทำได้ง่ายและมีความแข็งแรง (Strength) ใกล้เคียงกับความแข็งแรงของเส้นเชือก วัสดุที่นิยมให้ทำเส้นเชือกมีหลายชนิด เช่น ไนลอน (Nylon) โพลีเอสเตอร์ ( Polyester) โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไนลอนและโพลีเอสเตอร์เป็นเชือกที่นิยมใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุมากที่สุด
เชือกมะนิลาและเชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์มีความแข็งแรง (Strength) หรือความทนแรงดึงได้แตกต่างกัน รวมทั้งน้ำหนักของเส้นเชือกก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของเชือก
4. ประวัติ พีวีซี ที่มา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีชายที่ พยายามจะสร้างสารชนิดใหม่ที่ไม่เคยปราก ฎมาก่อนบนโลกนี้ PVC เป็นหนึ่งในสารสังเคราะห์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก มีประวัติเก่าแก่ในอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงแรกของการค้นพบสารสังเคราะห์นี้ มีคนค้นพบพีวีซีโดยบังเอิญหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถสังเคราะห์ใน ปริมาณที่มากพอในเชิงพานิชย์ได้
แต่แล้วศตวรรษที่19ก็มีนักวิจัยอย่าง น้อยสองคนสามารถสังเคราะห์ พีวีซี ขึ้นมาได้ ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1838 นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Henri Victor Regnaultและครั้งที่สองในปี ค.ศ.1872 ชาวเยอรมันชื่อ Eugen Baumann ในการค้นพบสองครั้งนี้ พบโพลิเมอร์ลักษณะเป็นของแข็งสีขาวอยู่ในขวดทดลองพร้อมกับแก๊สไวนิลคลอไรด์ ที่ระเหยออกมา สารประกอบนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถทำมาผลิตในเชิงพานิชย์ได้
ใน ปี ค.ศ.1913 นักลงทุนชื่อ Friedrich Heinrich August Klatteได้จดลิขสิทธิ์ PVC หลักการผลิต PVC ของเขาคือการสังเคราะห์ด้วยแสงแดดการปฎิวัติการผลิต PVC เริ่มขึ้นในประเทศอเมริกาเมื่อ บริษัท BFGoodrichจ้างนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Waldo Semonเพื่อพัฒนาสารที่สามารถนำมาทดแทนยางที่มีราคาพุ่งสูงขึ้น การทดลองสามารถผลิต PVC ได้แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในปี 1920
ยอด ขายPVC เริ่มถ่งสูงขึ้นเนื่องจาก มีการนำPVCไปใช้ผลิตสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น ความต้องการPVC ก็สูงขึ้นอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่2เมื่อPVC สามารถนำมาทดแทนสายไฟที่ใช้ในการเดินสายไฟในเรือรบได้ ในช่วงปี 1950 หลายบริษัททั่วโลกเริ่มผลิต PVC ได้ในปริมาณมาก นักพัฒนาได้คิดค้นวิธีการนำPVCไปใช้และการพัฒนาคุณสมบัติPVCเพื่อเพิ่มความ ทนทานสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้
ในช่วงกลาง ศตวรรษที่20 PVC ลักษณะของเหลวเหนียวหนืด ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติดีขึ้นและนำไปใช้ในการเคลือบเนื้อผ้าอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่ทำจากPVC เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ด้วยคุณสมบัติที่ทนต่อแสงแดด สารเคมี และการกัดกร่อน ทำให้PVCเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการก่อสร้าง
PVC ถูกพัฒนาให้ทนความร้อนได้สูงมาก ถูกนำไปใช้ในระบบการประปา และในอุตสาหกรรม ช่วงก่อนค.ศ.1980 มีแค่ 20บริษัทที่ผลิตPVC ในปัจจุบันPVC เป็นหนึ่งในสามพลาสติกที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกรองจาก PE และ PP PVC มีราคาที่ถูกแต่ทนทานดีเยื่ยมและง่ายต่อการผลิต ทำให้เป็นวัสดุที่ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรมเช่น การแพทย์ การโทรคมนาคม การขนส่ง สิ่งทอ และการก่อสร้าง
พลาสติกหรือที่เรียกว่า เรซิ่นสังเคราะห์ สามารถแบ่งได้สองประเภท คือ Thermosetting resins และ Thermoplastic resins
เรซิ่นปรเภท Thermoset ได้แก่ phenolและmelamine เป็นเรซิ่นที่ทนความร้อนและไม่สามารถกลับมานิ่มได้อีกเมื่อถูกความร้อน ในทางตรงกันข้าม เรซิ่นประเภทThermoplastic ซึ่งได้แก่ PVC, polyethylene (PE), polystyrene (PS) และ polypropylene (PP) สามารถกลับมานิ่มได้อีกเมื่อโดนความร้อน โดยปกติแล้ว Thermoplastics ถูกจำหน่ายในรูปของสารประกอบที่ถูกผสมระหว่างเรซิ่นและสารเติมแต่ง เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและเพิ่มอายุการเก็บรักษา แต่ PVC เรซิ่นถูกจำหน่ายในรูปของผงเรซิ่นไม่มีสามรเติมแต่ง เพราะด้วยตัวของพีวีซีเอง สามารถทนต่อการ ออกซิแดนซ์และการเสื่อมสภาพได้ สารเติมแต่งสามารถนำไปผสมในกระบวนการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อเพิ่ม คุณสมบัติของสินค้าที่ทำจากPVCได้
ในประเทศทางฝั่งยุโรปและอเมริกา พีวีซี บางครั้งถูกเรียกว่า "ไวนิล" ไวนิล มักจะนำไปใช้พูดกับงานพลาสติกที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงเช่น การทำพื้น และ หนังเทียม
พีวีซี เป็น Thermoplastic ที่ประกอบด้วย คลอรีน 57% ซึ่งเป็นผลผลิตจากเกลืออุตสาหกรรม และ 43%มาจากคาร์บอนซึ่งสกัดมาจากน้ำมันและก๊าซ เมื่อเทียบปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลาสติกแต่ละชนิด พีวีซีเป็นพลาสติกที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าพลาสติกประเภท PE, PP, PET และ PS พีวีซียังมีคุณสมบัติทนไฟและดับไฟได้จากคุณสมบัติของสารประกอบคลอรีน























บทที่ 3
วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน
วัสดุอุปกรณ์
หลอด
กรรไกร
เชือก
สายยาง

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน
ขั้นตอนที่ 1 นำหลอดกาแฟมาวัดให้มีความยาวเท่าๆกัน แล้วก็ตัดด้วยกรรไกร จากนั้นใช้ปากกรรไกรรีดหลอกกาแฟที่ตัดเรียบร้อยแล้วให้แบนเรียบ จากนั้นก็หักมุมของหลอดกาแฟด้านใดด้านหนึ่ง แล้วก็สอดเข้าไปในหลอดกาแฟอีกด้านของหลอดนั้นๆ สอดเข้าไปให้มันมิด แล้วก็ทำอย่างที่กล่าวมาไปเรื่อยๆ

ขั้นตอนที่ 2 นำปากกาเคมีมาเขียนเลขกำหนดชิ้นส่วนของหลอด ให้ได้ทั้งหมด 7 ชิ้นก่อนหลักๆ
ขั้นตอนที่ 3 เรามาเริ่มสานหลอดกาแฟกันเลย คือ นำชิ้นที่ 1 กับชิ้นที่ 2 ขึ้นมา นำชิ้นที่ 1 สอดเขาไปในชิ้นที่ 2 ให้อยู่ในรูปเครื่องหมายบวก

ต่อมานำชิ้นที่ 3 มา แล้วสอดชิ้นที่ 2 เข้าไปในชิ้นที่ 3

นำชิ้นที่ 4 สอดเข้าไปในชิ้นที่ 1 แล้วชิ้นที่ 3 สอดเข้าไปในชิ้นที่ 4 อีกครั้ง แล้วดึงทั้ง 4 ชิ้นให้ตึงกันทั้งหมด (แล้วเราก็จะได้รูปในลักษณะเหมือนเครื่องหมายบวกที่เป็นจักร) แล้วถัดมา ก็นำชิ้นที่ 5 ต่อกับชิ้นที่ 4 (หรือต่อกับส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ของหลอด) แล้วนำชิ้นที่ 6 ต่อเข้ากับชิ้นที่ 5 แล้วก็เอาชิ้นที่ 7 มาต่อกับชิ้นที่ 6 แล้วสอดเข้าไปในชิ้นที่ 4 แล้วดึงให้หลอดทั้งหมดตึง แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ อย่างที่กล่าวมา.

ขั้นตอนที่ 4 ขั้นสานขอบปากของใช้ ก่อตัวจนเสร็จแล้วนำมาพับปากให้เรียบร้อน

ขั้นตอนที่ 5 ขั้นทำสายคล้องกระเป๋านำเหล็กแหลมมาเจาะรูแล้วสอดเชือกตามรูกระเป๋าพร้อมใส่สายยางที่หูจับด้านบน

บทที่ 4
ผลการเรียนรู้
จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกทำการทำกระเป๋าจากหลอดผลที่ได้คือพวกเราได้เรียนรู้วิธีการทำกระเป๋าจากหลอดที่ถูกวิธี และได้กระเป๋าจากหลอดที่สวยงามตามต้องการและแปลกใหม่จากเดิมด้วยวิธีข้างล่างนี้


















บทที่ 5
สรุปผลและอภิปรายผลงาน
สรุป
การทำโครงงานกระเป๋าจากหลอดครั้งนี้ทำให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันสืบค้นหาข้อมูลและปฏิบัติเป็นรูปเล่มโครงงานและทำเป็นของใช้เพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และนอกจากนี้ยังเป็นการศึกษาวิธีการทำ และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง และทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสามัคคีกันมากยิ่งขึ้นด้วย
อภิปราย
1. สามารถนำเอาโครงงานมาเป็นแบบอย่างในการศึกษาข้อมูลในการทำครั้งต่อไป
2. ใช้ประโยชน์จากรูปเล่มโครงงานไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
3. นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
4. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้กับตนเองและครอบครัว
5. สามารถนำไปประกอบอาชีพได้
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน
ในการทำโครงงานเรื่องกระเป๋าจากหลอดในครั้งนี้ ทำให้ได้รู้และศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประยุกต์ใช้และได้รับประโยชน์ ดังนี้
1. รู้และนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี
2. ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆและนำมาจัดทำเป็นรูปเล่มโครงงาน เพื่อการศึกษาต่อไป
3. นำไปประกอบการเรียนรู้ในวิชาที่เกี่ยวข้อง
4. ได้เรียนรู้และฝึกทักษะการทำกระเป๋าจากหลอด
5. สามารถนำความรู้ในการศึกษาการกระเป๋าจากหลอดไปใช้ในการดำรงชีวิต