Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)
Biogang Database

Expert (ภูมิปัญญา/ปราชญ์)

รองเง็ง ภาคใต้

ชื่อผู้รู้/ปราชญ์: รองเง็ง

นามสกุลผู้รู้/ปราชญ์: ภาคใต้

วันเกิดผู้รู้: 20 มิ.ย. 42

หมวดหมู่ภูมิปัญญา: ด้านหัตถกรรม

ภูมิปัญญาที่เชี่ยวชาญ: รองเง็งของคน ภาคใต้

รายละเอียด รองเง็งเป็นศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิมในแถบสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเมืองต่างๆของมาเลเซียตอนเหนือ ล้วนเป็นที่นิยมทั่วไปและแพร่ไปถึงอินโดนีเซีย (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. 2548, 248) ซึ่งเป็นการเต้นรำที่มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ ลำตัว และการแต่งกายคู่ชายหญิง
            กล่าวกันว่า การเต้นรองเง็งสมัยโบราณเป็นที่นิยมในบ้านขุนนางหรือหรือเจ้าเมืองในแถบสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ที่บ้านพระยาพิพิธเสนามาตย์ เจ้าเมืองยะหริ่ง สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2439-2448) มีการฝึกรองเง็งโดยหญิงสาวซึ่งเป็นข้าทาสบริวารฝึกรองเง็ง เพื่อไว้ต้อนรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริงหรืองานพิธีต่างๆเป็นประจำ 
            เนื่องจากวัฒนธรรมชาวมุสลิมไม่นิยมให้สตรีเข้าสังคมกับบุรุษเพศโดยประเจิดประเจ้อ ฉะนั้นนอกจากผู้หญิงบริวารของเจ้าเมืองแล้ว ผู้หญิงอื่นๆที่เป็นผู้ดีจึงไม่มีโอกาสฝึกรองเง็ง  เพียงแต่นั่งดูเขาเต้นกัน รองเง็งระยะแรกๆจึงเป็นที่นิยมกันเพียงวงแคบ (ชวน เพชรแก้ว. 2523, 140-137)

       รองเง็ง  เป็นการละเล่นของชาวบ้านประเภทผสมผสานระหว่างท่าเต้นกับบทร้อง  การแสดงเหมือนกับรำวงทั่วไป  กล่าวคือ  มีการจัดตั้งคณะรองเง็งขึ้นเป็นคณะ  คณะหนึ่งมีนางรำประมาณ ๔ - ๑๐ คน  นางรำเหล่านี้จะถูกฝึกให้มีความชำนาญในจังหวะการเต้นแบบต่างๆ  พร้อมกันนั้นก็จะต้องสามารถร้องเนื้อร้องได้ทุกทำนอง  และต้องรู้ทั้งบทกลอนที่ท่องกันมาและสามารถผูกกลอนสดขึ้นร้องโต้ตอบกับคู่รำได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญ  นางรำส่วนใหญ่มักจะได้รับการฝึกหัดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  ในสมัยโบราณคณะรองเง็งคณะหนึ่ง  มักจะเป็นคนในครอบครัวหรือเครือญาติเดียวกัน  หรือไม่ก็คนในหมู่บ้านเดียวกัน (เพราะสะดวกในการฝึกซ้อม  และในการเรียกรวมตัวเมื่อมีผู้มาติดต่องานการแสดง)  หนึ่งในจำนวนนั้นจะมีนายโรงคนหนึ่งซึ่งมักจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของรองเง็งเป็นอย่างดี  และมักจะเป็นมือซอหรือมือไวโอลินประจำคณะด้วย ลักษณะการแสดงรองรองเง็งแตกต่างจากรำวงอย่างสิ้งเชิง  คือ บทร้อง  การแสดงรองเง็งจะมีบทร้อง  ๒  ลักษณะคือ  ลักษณะแรกบทร้องเก่าๆ  ที่จดจำสืบต่อกันมา  อีกลักษณะหนึ่งเป็นการร้องสด  คือทั้งนางรำและคู่เต้นรำจะคิดเนื้อร้องสดๆ  ขึ้นมาร้องโต้ตอบกันในขณะที่เต้น  เนื่องจากเนื้อหาเป้าหมายของบทร้องเพลงรองเง็งส่วนใหญ่จะมุ่งอยู่ที่เรื่องราวเกี่ยวกับความรักและการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว  การโต้ตอบแก้เพลงกันระหว่างคู่เต้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและสนุกสนานที่สุดด้วย  การแสดงรองเง็งของชาวบ้านนี้ผู้เล่นจะต้องมีปฏิภาณสูง  ต้องคิดกลอนได้เร็ว  มีความคิดแหลมคมจึงจะสามารถเล่นได้ดี  การรำ  โดยปกติในการรำวงนั้นนางรำและคู่รำเดินไปรอบๆ  วง  แต่รองเง็งนั้นทั้งนางรำและคู่รำจะยืนอยู่ที่เดียว สำหรับท่ารำ  แตกต่างจากรำวงเพราะการแสดงนี้ผู้รำไม่ได้เดินไปรอบๆ  วงเหมือนรำวง แต่ผู้รำจะยืนอยู่ที่เดียว  มีการใช้ท่าเท้า  ท่ามือ  การโอนตัวอ่อน  การโยกตัวและการย่อตัวเป็นหลัก

ประวัติความเป็นมา
รองเง็ง หรือ รองแง็ง เป็นศิลปะการเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม ที่มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ ลำตัว รวมทั้งความสง่างามทางด้านแต่งกายที่เหมาะสมกลมกลืนกับความไพเราะอ่อนหวานของท่วงทำนองเพลง
ประวัติความเป็นมาของการแสดงรองเง็ง ยากที่จะระบุให้ชัดเจนลงไปว่าการแสดงรองเง็งเกิดขึ้นเมื่อใด จากการสอบถามจากผู้รู้และเอกสารต่างๆ เชื่อกันว่าศิลปะการแสดงรองเง็งมีมาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปีมาแล้ว โดยได้รับแบบอย่างมาจากศิลปะการแสดง ทั้งท่าเต้นและทำนองจากการแสดงพื้นเมืองของชาวตะวันตก คือ ชาวสเปนหรือโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อทำการค้า
อาจารย์นิยะปาร์ ระเด่นอาหมัด ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า “รองเง็ง” ของขุนจารุวิเศษศึกษากร ว่า รองเง็ง ไม่ใช่ภาษาในมาลายูและไม่ทราบว่าเป็นภาษาใด แต่สันนิษฐานว่าคงมาจากเสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง โดยกลองรำมะนาดัง ก็อง ก็อง และเสียงตีฆ้องเหล็กดัง แง็ง แง็ง ก็เลยเรียกการละเล่นนี้ว่าก็องแง็ง แต่คำว่าก็อง ในภาษามาลายูแปลว่าบ้าๆ บอๆ ซึ่งมีความหมายไม่เป็นมงคลนัก จึงแกล้งออกเสียงให้เพี้ยนไปเป็นรองแง็ง ประกอบกับลิ้นชาวมาลายูไม่สันทัดในการออกเสียงแอ จึงออกเสียงแง็ง เป็น เง็ง ก็เลยมีการเรียกว่า “รองเง็ง” ด้วย
นอกจากนั้นขุนจารุวิเศษศึกษากร ยังกล่าวถึงความเป็นมาของรองเง็งว่า เมื่อพ่อค้าชาวโปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อทำการค้าขายในแหลมมาลายู ราว พ.ศ. ๒๐๖๑ ซึ่งตรงกับสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา พ่อค้าได้นำเอาแบบฉบับการเต้นรำของตนมาแสดงให้ชาวพื้นเมืองได้เห็นในวันขึ้นปีใหม่ โดยมีการจัดงานรื่นเริงสังสรรค์และเต้นรำเป็นคู่ ชาวพื้นเมืองเห็นจึงเกิดความสนใจจึงพยามยามจดจำแบบอย่างและนำไปเต้นก็เลยวิวัฒนาการกลายมาเป็นรองเง็งจนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าจุดเริ่มต้นของรองเง็งนั้นมาจากที่ใด บ้างก็ว่ากำเนิดครั้งแรกที่มะละกา บ้างก็ว่าที่เมืองตรังกานู บ้างก็ว่าที่เมืองปัตตานี ทั้งนี้เพราะชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายที่เมืองเหล่านี้ก่อน 
สำหรับประเทศไทย การแสดงรองเง็งคงมาจากการที่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้รับสืบทอดมาจากมาเลเซียอีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้เพราะอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันจึงสามารถสืบทอดศิลปะดังกล่าวนี้โดยไม่มีความขัดเขิน
ศิลปะการเต้นรองเง็งในภาคใต้สมัยโบราณ การแสดงรองเง็งนิยมจัดเฉพาะในวัง และบ้านขุนนาง หรือเจ้าผู้ครองนครเท่านั้นใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๔๔๙ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่น ในวังของพระยาพิพิธเสนามาตยิบดี ศรีสุรสงคราม (เจ้าเมืองยะหริ่ง) หรือรายายะหริ่ง ให้หญิงสาวซึ่งเป็นข้าทาสบริพารฝึกการเต้นรองเง็งเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริงหรืองานพิธีต่างๆ เป็นประจำ ที่สังเกตประการหนึ่งว่าวัฒนธรรมมุสลิม แขกที่รับเชิญส่วนใหญ่เป็นแขกผู้ชายและเป็นผู้สูงศักดิ์ทั้งสิ้น เมื่อเสร็จงานเลี้ยงก็จะมีการรื่นเริงสนุกสนาน โดยการเต้นรองเง็ง

ภายในงานผู้หญิงที่ไม่ใช่ผู้เต้นจะไม่มีโอกาสเข้ามาร่วมเพราะชาวมุสลิมไม่นิยมให้สตรีเข้าสังคมกับบุรุษเพศ ฉะนั้นนอกจากข้าทาสบริวารของเจ้าเมืองแล้ว ไม่มีผู้หญิงอื่นมีโอกาสเต้นรองเง็งมีเพียงแต่การนั่งดูและเต้นเท่านั้น ทำให้การเต้นรองเง็งในระยะแรกจึงนิยมกันเพียงวงแคบๆ แม้แต่ในมาลายูก็นิยมการเต้นรองเง็งกันน้อยมาก 
ต่อมาได้แพร่หลายออกไปสู่ชาวบ้านโดยผ่านการแสดงมะโย่งเมื่อมีการหยุดพักการแสดงประมาณ ๑๐ - ๑๕ นาที ก็นำเอาศิลปะการแสดงรองเง็ง หรือการเต้นรองเง็งออกมาแสดงเป็นรายการสลับฉาก ตัวมะโย่งหญิงจะร้องเชิญชวนให้ผู้ชมขึ้นไปร่วมเต้นรองเง็งด้วย ทำให้การเต้นรองเง็งกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานถูกใจชาวบ้านมากถึงกับมีผู้ตั้งคณะรองเง็งขึ้นมาในลักษณะของรำวง คือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมเต้นรำกับหญิงรองเง็งแล้วเก็บค่าเต้นด้วย จนบางครั้งการเต้นมุ่งแต่ความสนุกสนานและเงินรายได้ไม่รักษาแบบฉบับที่สวยงามซ้ำยังนำเอาจังหวะเต้นรำอื่นๆ เข้ามาเต้น เช่น รุมบ้าแซมบ้า ฯลฯ จนทำให้การเต้นรองเง็งแต่เดิมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ควรจึงทำให้การเต้นรองเง็งเสื่อมความนิยมไปชั่วระยะหนึ่ง 
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้มีการรื้อฟื้นรองเง็งขึ้นมาอีกครั้งโดยท่านขุนจารุวิเศษศึกษากร ศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานีได้นำเพลงรองเง็งดั้งเดิม ๒ เพลง คือ ลากูดูวอ และเมาะอินังชวา มาปรับปรุงท่าเต้นเพื่อใช้แสดงในงานปิดอบรมศึกษาภาคฤดูร้อนของคณะครูจังหวัด ทำให้การแสดงรองเง็งเป็นแปลกใหม่และได้รับความสนใจจากคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาสมาคมสมางัด ของชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ได้นำเพลงจินตาซายัง ปูโจ๊ะปัซัง เลนัง ฯลฯ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย จึงทำให้เพลงรองเง็งเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีผู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมประดิษฐ์ดัดแปลงท่าเต้นขึ้นมาใหม่ จากท่าเดินของหนังตะลุง และท่ารำของไทย ทำให้เพลงรองเง็งมีจำนวนเพลงทั้งหมด ๑๓ เพลง
สำหรับศิลปะการแสดงรองเง็งในแถบชายฝั่งทะเลแถบตะวันตก เล่ากันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยมีชาวบ้านหัวแหลม ชื่อนางย่าเหรี้ยะ ย่าเล็น ได้ฝึกการรำและร้องเพลงมาจากปีนังและได้เผยแพร่ในหมู่เพื่อนฝูง ต่อมา นายหมานและนายหวัง กัวลามูดา มาช่วยเล่นดนตรีให้ จึงได้มีการฝึกหัดร้องและรำขึ้นเป็นครั้งแรก คือ นาย แปแนะ สะหมาน นายหมาดเดีย บุตรหมีน นายจัน ระเสยบุตร นางอิตำ นางติมา และนางไปต๊ะ เป็นต้น
สำหรับการเข้ามาของศิลปะการแสดงรองเง็ง นั้นมีอยู่ ๒ กระแส คือ กระแสที่ ๑ มีความเห็นว่าอาจจะเข้ามาทางราชสำนักในบริเวณหัวเมืองมุสลิมภาคใต้ ภายหลังได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนโดยผ่านทางการแสดงมะโย่ง และอีกกระแสหนึ่งกล่าวว่าศิลปะการแสดงรองเง็งที่เริ่มจากเกาะลันตา โดยได้รับมาจากปีนังโดยตรงเริ่มที่บ้านหัวแหลม อำเภอเกาะลันตา ญาติพี่น้องที่อยู่ในเมืองปีนังเป็นผู้นำมาแสดงเผยแพร่ ครั้งแรกๆ มีเพียงการร้องและรำเท่านั้น ยังไม่มีเครื่องดนตรีประกอบบทร้องเป็นภาษามาลายูยากแก่การเข้าใจ ภายหลังได้มีการปรับภาษาเนื้อร้องให้เป็นภาษาไทยพร้อมกับนำเอาเครื่องดนตรี ซอ และกลองรำมะนามาให้จังหวะในการเต้น จึงทำให้การเต้นและการร้องเพิ่มความสนุกสนานยิ่งขึ้น ศิลปะการแสดงนี้จึงแพร่กระจายไปในหมู่ชาวบ้านริมฝั่งทะเลตะวันตกอย่างรวดเร็วและเรียกการแสดงนี้ว่า “รองเง็งตันหยง” หรือ “ตันหยง” คงเป็นเพราะบทร้องโดยทั่วไปของ

ศิลปะการแสดงชนิดนี้มักเริ่มด้วยคำว่า “ ตันหยง ตันหยง” อันหมายถึง การนำดอกไม้แต่ละชนิดมาเปรียบเทียบหรืออ้างถึง
ศิลปะการแสดงรองเง็ง ที่เข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกของภาคใต้ มีลักษณะที่แตกต่างจากกับศิลปะการแสดงของมาลายูเกือบโดยสิ้นเชิง มีเพียงแต่ทำนองและและท่าเต้นเท่านั้นที่ยังคงลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะบทร้องเนื่องจากใช้ภาษาไทยจึงทำให้แตกต่างกันอย่างมาก ลักษณะกลอนที่ผูกขึ้นร้องโต้ตอบกันระหว่างนางรำกับชายคู่รำก็มักจะเป็นกลอนปฏิภาณมากกว่ากลอนที่ท่องจำกันต่อๆ มา รวมทั้งการแสดงไม่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่คนไทยมุสลิม แต่ยังเป็นที่นิยมของชาวไทยพุทธในท้องถิ่นแถบนี้ด้วย 
เห็นได้จากการที่มีงานบวช หรือ งานมงคลต่างๆ ชาวไทยพุทธนิยมรับคณะรองเง็งมาแสดงในงานอยู่เสมอนับว่าศิลปะการแสดงรองเง็ง หรือ ตันหยง เป็นการแสดงผสมผสานทางวัฒนธรรมไทยมุสลิมกับไทยพุทธอย่างเห็นได้ชัด
ลักษณะการแสดง
ลักษณะการแสดงรองรองเง็งที่เหมือนกันกับรำวง คือ
มีการแบ่งการเต้นเป็นรอบๆ หรือเป็นเพลง นางรำเมื่อรำเสร็จจะกลับไปนั่งยังที่จัดเตรียมไว้ให้ 
เมื่อเพลงใหม่ดังขึ้น นางรำก็แต้นรำต่อจนจบเพลง
โอกาสที่จะแสดง ในอดีตจะมีการแสดงรองเง็งหรือ ตันหยง จะแสดงตามเทศกาลวันสำคัญต่างๆ ปัจุจบันมักแสดงในงานรื่นเริงหรืองานที่เป็นมงคลต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานเทศกาลของหมู่บ้าน เป็นต้น

องค์ประกอบของการแสดงรองเง็ง
ผู้เต้นรองเง็ง ศิลปะการแสดงรองเง็งเป็นศิลปะการแสดงหมู่ ประกอบด้วยผู้เต้นทั้งชาย และหญิงเป็นคู่ จำนวนคู่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่ แต่ที่นิยมเต้นกันไม่ต่ำกว่า ๕ คู่ ชาย - หญิงฝ่ายละ ๕ ชายหนึ่งแถวและหญิงหนึ่งแถว ยืนห่างกันพอสมควรเพื่อความงามของการแสดงหมู่ ผู้แสดงจะต้องรู้จักจังหวะเพลงและลีลาในการเต้นงดงาม
ท่าเต้น จะมีลีลาเต้นเคลื่อนไหวทั้งมือและเท้า รวมทั้งลำตัวอย่างนิ่มนวล จุดเด่นของการเต้นอยู่ที่การเต้นเปลี่ยนจังหวะช้าและเร็วของเพลงที่ใช้เต้น ลีลาของผู้เต้นก็จะเปลี่ยนไป บางเพลงมีลีลายั่วเย้าอารมณ์ และมีการหลบหลีกหยอกล้อเล่นหูเล่นตา บางเพลงมีการหมุนตัวสลับกันบ้าง นอกจากนั้นความงามอีกอย่างหนึ่งของการเต้นรองเง็งคือความพร้อมเพรียงในการเต้นและการก้าวเท้าไปหน้าและถอยหลังของท่าเต้น
อุปกรณ์
การแต่งกาย
เดิม ฝ่ายชายที่ได้รับเชิญไปในงานจะแต่งกายตามแบบพื้นเมือง คือนุ่งกางเกงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าครึ่งอกสีเดียวกับกางเกง มีผ้านุ่งทับข้างนอกยาวเหนือเข่าเล็กน้อย สวมหมวกแขกสีดำ ผ้าที่ทับข้างนอกจะแสดงฐานะของเจ้าของได้เป็นอย่างดี สังเกตจากการที่นุ่งผ้าถ้ามีฐานะดีก็จะนุ่งผ้าไหมยกดิ้นทอง รองลงมาก็จะเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา จนถึงผ้าโสร่งปาเต๊ะธรรมดา 
ผู้หญิง มักจะแต่งเป็นชุดทั้งโสร่งและเสื้อเป็นดอกสีเดียวกัน และมักมีสีสดๆ ตัวเสื้อแขนยาวผ่าอกตลอดหรือเสื้อคอชวาแขนสามส่วน นุ่งผ้ากรอมเท้ามีผ้าคลุมไหล่ปักดิ้นหรือลูกไม้ตามฐานะ
ปัจจุบันการแต่งกายของนางรำ นิยมแต่งกายแบบหญิงไทยมุสลิมทั่วไป คือ นุ่งผ้าถุงปาเต๊ะ สวมเสื้อยาหยา และนิยมผ้าที่เป็นลูกไม้สีสดใส มีผ้าคล้องคอ สำหรับคณะไหนที่มีผู้ชายจะนิยมแต่งกายแบบชุดพิธีของชายมาลายู คือ นุ่งกางเกงขายาว ใช้ผ้าโสร่งพับครึ่งนุ่งทับกางเกงอีกที ใส่เสื้อแขนยาวนิยมสีขาวหรือสีอ่อน สอดชายไว้ในกางเกง สวมหมวกด
เครื่องดนตรี ที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย ไวโอลีน รำมะนา และฆ้อง
การแสดงรองเง็ง มีการพัฒนาการมาจากการแสดงรองเง็งของมาเลเซีย ในช่วงแรกๆ การละเล่นดังกล่าวไม่ได้นำเครื่องดนตรีมาเล่น ภายหลังมีผู้คิดเครื่องดนตรีขึ้นมาใช้ประกอบจังหวะเพลง คือ รำมะนา และซอ ต่อมาใช้ไวโอลีนแทนซอเป็นเครื่องสายตัวหลักในการบรรเลงท่วงทำนองเพลง 
ไวโอลีน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ใช้คันชักสีเป็นซอที่มีขนาดเล็กที่สุด มีความยาวมาตรฐาน ๒๓.๓๐ นิ้ว ส่วนที่เป็นกะโหลกซอยาว ๑๔ นิ้ว 
รำมะนา มาลายูเรียกราบานา รูปร่างเป็นกลองแบนๆ ขึงด้วยหนังเพียงหน้าเดียว เป็นเครื่องประกอบจังหวะ โดยทั่วไปรำมะนาใช้ทำเสียงประกอบเพลงพื้นเมืองของสเปน ยิบซี อิตาเลียน และแขก ปัจจุบันบางคณะเพิ่มกลองแขกเข้ามาเพื่อให้จังหวะกระซับและชัดเจนขึ้น
ฆ้อง เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของชาวตะวันออก ทำด้วยสัมฤทธิ์มีหลายชนิดหลายขนาด ฆ้องที่ใช้กำกับจังหวะเพลงรองเง็งเป็นฆ้องเดี่ยว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๓๐ - ๘๐ ซม. เจาะรูร้อยเชือกตรงขอบสำหรับแขวนหรือถือ ปลายไม้ตีหุ้มด้วยหนัง เสียงของฆ้องดังกังวาน ผู้เต้นรองเง็งจะยึดเสียงฆ้องเป็นหลักในการก้าวเท้า แตะเท้าตามลีลาท่าเต้นของเพลงนั้นๆ
สถานที่ในการแสดง 
ในสมัยโบราณศิลปะการแสดงนิยมเล่นบนลานดินกว้าง ๆ หรือตามชายหาด ปัจจุบันเพื่อความสะดวกและนิยมปลูกเวทีเตี้ยขึ้นมาเพื่อความเป็นสัดส่วนสำหรับผู้เล่น

กลองรำมะนา 
กลองรำมะนา ภาษามาลายู เรียกว่า “ราบานา” มีรูปร่างเป็นกลองแบนๆ ขึงด้วยหนังเพียงด้านเดียว เป็นเครื่องประกอบจังหวะในเพลงตันหยง เพลงรองเง็ง โดยทั่วไปแล้วกลองรำมะนาใช้กำกับเสียงประกอบเพลงพื้นเมืองของสเปน อิตาเลียน และอินเดีย 
สำหรับรองเง็งโรงเรียนเกาะยาววิทยาใช้กลองรำมะนา ๓ ใบ และกลุ่มรองเง็งเกาะยาวใช้กลองรำมะนา ๒ ใบ หน้ากลองทำด้วยหนังแพะ
วิธีการตั้ง ใช้ไม้ยึดกลองรำมะนา แล้วดึงเชือกให้แน่น ตรวจสอบเสียงตามลำดับเสียง โดยไม่มีการตั้งตัวโน๊ต แต่สังเกตจากเสียงที่ต่างกันของกลองทั้ง ๒ ใบ โดยใบเล็กจะมีเสียงทุ้มกว่าใบใหญ่ และเหมาะที่จะแสดงในเวลากลางคืนมากกว่าเวลากลางวัน เนื่องจากหนังกลองจะสามารถยืดได้ดีในเวลากลางคืน เมื่อเสร็จการแสดงแล้วจะต้องผ่อนเชือกออก
ไวโอลิน 
ไวโอลิน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ใช้คันชักสี เป็นซอที่มีขนาดเล็กที่สุด มีความยาวมาตรฐาน ๒๓ นิ้วครึ่ง ส่วนที่เป็นกะโหลกซอยาว ๑๔ นิ้ว 
วิธีการเล่น ใช้หนีบใต้คางแล้วสี เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมใส อ่อนหวาน สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งอารมณ์สนุกสนานและเศร้าสร้อย ผู้เล่นต้องใช้เวลาฝึกนานจึงจะเล่นไวโอลีนได้เก่งและชำนาญ
ไวโอลินจะเป็นตัวหลักของการบรรเลงเพลงท่วงทำนองเพลง 
ส่วนประกอบ ของไวโอลิน มีเส้นเสียงทั้งหมด ๔ สาย วิธีการตั้งเสียงไวโอลิน โดยวิธีบิดลูกหลักไปมาให้ตึง เพื่อตั้งเสียงตามความทรงจำ และความรู้สึกของนักดนตรีวัดเสียงของสายแต่ละเส้น 
นับเป็นวิธีตั้งโดยไม่มีการตั้งตามตัวโน๊ต เนื่องจากไม่เคยเรียนมาก่อน สำหรับรองเง็งโรงเรียนเกาะยาววิทยาและกลุ่มรองเกาะยาว ใช้ไวโอลิน จำนวน ๑ ตัว
ฆ้อง 
เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของชาวตะวันตก ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ มีหลายชนิดหลายขนาด ฆ้องที่
ใช้กำกับจังหวะเพลงรองเง็งเป็นฆ้องเดี่ยว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๓๐ - ๘๐ เซนติเมตร เจาะรูร้อยเชือกตรงขอบสำหรับแขวนหรือถือ ปลายไม้ตีหุ้มด้วยหนังอ่อนๆ เสียงของฆ้องดังกังวานกระหึ่ม ผู้เต้นรองเง็งจะยึดเสียงฆ้องเป็นหลักในการใช้เท้า แตะเท้าหรือเล่นเท้าตามลีลาท่าเต้นของเพลงนั้นๆ สำหรับรองเง็งโรงเรียนเกาะยาววิทยาใช้ฆ้อง ๑ ตัว แต่กลุ่มรองเง็งเกาะยาวไม่ใช้ฆ้อง


อาชีพผู้รู้/ปราชญ์ นักเรียน

ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้

วิวัฒนาการด้านการแต่งกาย

 นับตั้งแต่  ปีพ.ศ.๒๔๙๐  ที่ท่านขุนจารุวิเศษศึกษากรเริ่มประดิษฐ์ท่าเต้นรองเง็งไว้ให้เป็นท่าแม่แบบมาตรฐาน ๑๐  เพลง  ในยุคนั้นผู้แสดงไม่ได้มีการออกแสดงโชว์ตามงานในสมัยนั้นการเต้นรองเง็งจึงมีการเต้นกันทุกวัน เพื่อความสนุกสนาน และเป็นการออกกำลังกายพบปะสังสรรค์กัน  ดังนั้นเสื้อผ้าที่ใส่ก็มาในชุดบานงที่ตัดด้วยผ้าลายดอกซึ่งเป็นการแต่งกายในวิถีชีวิตของคนมลายู   ต่อมาพอเริ่มมีการนำการเต้นรองเง็งออกแสดงโชว์ตามงานต่างๆ  ก็ยังคงแต่งกายแบบเดิม  เพียงแต่มีดอกไม้มาประดับศีรษะ  ต่อมาพอการแสดงรองเง็งเริ่มมีชื่อเสียง  มีงานแสดงติดต่อเข้ามามาก  ท่านขุนจารุวิเศษศึกษากรจึงแบ่งการแต่งกายออกเป็น ๓ ประเภทคือ แบบชนชั้นกรรมกร  แบบชนชั้นกลาง และแบบราชสำนัก การแต่งกายแบบชนชั้นกรรมกร  เป็นการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าในยุคแรกจัดเป็นการแต่งกายแบบเรียบง่ายสอดคล้องกับวิถีชีวิต  โดยผู้หญิง  สวมเสื้อบานงตัดเย็บด้วยผ้าลายดอก นุ่งผ้าปาเต๊ะแบบป้าย  ผู้ชาย  สวมเสื้อสีขาว กางเกงดำ ใช้ผ้านุ่งแบบผ้าซอแกะทับ และสวมหมวกดำไม่มีลวดลาย
                         การแต่งกายแบบชนชั้นกลาง เป็นการแต่งกายในยุคต่อมา  ได้มีการพัฒนาปรับปรุงชุดแต่งกายให้มีความสวยงาม  มุ่งเน้นเพื่อการแสดงมากกว่าชุดแบบแรก  โดยผู้หญิงสวมเสื้อบานงโดยตัดเย็บจากผ้าลูกไม้เนื้อดี  นุ่งผ้าปาเต๊ะแบบจีบหน้านางไม่มีชายพก เพิ่มผ้าคล้องคอ   ผู้ชายสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงสีเดียวกัน ตัดด้วยผ้าเครปซาติน ซอแกะ  มีผ้านุ่งสวมทับกางเกงมีผ้าคาดเอว และสวมหมวกที่ตกแต่งลวดลายมากขึ้น ทั้งนี้ในการแสดงทุกคู่แต่งเหมือนกันหมด
   การแต่งกายแบบราชสำนัก ได้มีการเอาแบบอย่างมาจากชุดแต่งงานของชาวมลายูโดยใช้ผ้าทอสอดดิ้นเงินดิ้นทอง ชุดผู้หญิงและชุดของผู้ชายได้ตัดเย็บผ้าชิ้นเดียวกัน  ทำให้การแต่งกายแบบนี้เหมือนกันทั้งคู่ 

สำหรับเครื่องแต่งกายในปัจจุบัน เน้นการเลือกใช้เนื้อผ้าที่มีสวดลายสวยงาม บางคณะใช้ผ้าที่มีการปักเลื่อม บางคณะใช้ผ้าลูกไม้เนื้อดีสีสันสวยงาม ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้จัดทำ  มีการเน้นความสวมงามของทรงผมซึ่งมีหลากหลายทรงยากง่ายขึ้นอยู่กับเวลาทำ และงานที่แสดงโชว์  มีการใส่เครื่องประดับ และใช้ดอกไม้ ดอกซัมเปงที่สวยงามมากขึ้น



แหล่งที่มาของข้อมูล: http://www.tmperformance.org/Detail.php?Id=3

คำช่วยค้นหา: https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4+%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B9%87%E0%B8%87&espv=2&biw=1366&bih=643&tbm=isch&tbo=u
จำนวนคนถูกใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
ภาพ รองเง็ง
ที่อยู่
ที่อยู่: 19 หมู่ 2
ตำบล: บ้าหวี
อำเภอ: หาดสำราญ
จังหวัด: ตรัง
รหัสไปรษณีย์: 92120
โทรศัพท์: 0994052023
แสดงความคิดเห็น (ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา log-in)
photo profile
Sunisa42 25 ก.ค. 58  19:03 น.
เก่งงงมากกกๆๆๆๆ