Knowledge
Tools

News & Events

สินค้าเกษตรไทย 5 เดือนแรก ได้ดุลการค้ากว่า 9 หมื่นล้าน

จากการติดตามและประเมินผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA)  ที่มีต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง (หลังเปิดเสรี AFTA ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา) ของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก AFTA ให้มากที่สุดซึ่งจากการติดตามในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 (มกราคม-พฤษภาคม) พบว่า ไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตร (พิกัด 01-24 และยางพารา) กับประเทศอาเซียนจำนวน 90,851 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าระยะเดียวกันของปีที่แล้วประมาณร้อยละ 7 โดยไทยมีการส่งออกสูงถึง 123,448 ล้านบาท และมีมูลค่าการนำเข้า 32,597 ล้านบาท


นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า  สำหรับสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกมากในลำดับต้น ๆ ได้แก่ กลุ่มน้ำตาล และขนมที่ทำจากน้ำตาล กลุ่มยางธรรมชาติ กลุ่มข้าว และธัญพืช รวมทั้งกลุ่มเครื่องดื่ม สุรา น้ำส้มสายชู ส่วนสินค้าที่ส่งออกที่มีการขยายตัวการส่งออกมากในลำดับต้นๆ ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบ สตาร์ชจากแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวเหนียว  เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ไทยมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 พบว่าไทยมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสินค้าเกษตรที่มีการนำเข้ามากในลำดับต้น ๆ ได้แก่ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารกที่แพ้นม ปลาและสัตว์น้ำ โดยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปส่งออก เช่น ปลาทูน่าและแม็คเคอเรล และพืชผักเพื่อบริโภค เป็นต้น


ในส่วนของสินค้าโควตาภาษี (TRQ) ที่ไทยเสียเปรียบการแข่งขันกับประเทศอาเซียน กล่าวคือ เป็นสินค้าที่มีการส่งออกลดลงแต่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชา นมผงขาดมันเนย เนื้อมะพร้าวแห้ง และไหมดิบ จะต้องมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป


อย่างไรก็ตามในส่วนของการเตรียมความพร้อมในการรับมือการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ในภาคเกษตรนับว่าเริ่มมีการเปิดเสรีการค้ามาแล้ว ตั้งแต่ปี 2553 โดยให้สินค้าเกษตรของ 6 ประเทศในอาเซียนมีภาษีเป็น 0% ฉะนั้น ยังเหลืออีก 4 ประเทศ คือเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ที่จะปรับภาษีให้เป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสินค้าเกษตรบางตัวเท่านั้นที่มีความอ่อนไหวที่จะต้องมา ตกลงกัน เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันกำหนดภาษีอยู่ที่ 20–40%


ดังนั้นเพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำของอาเซียนทั้งการผลิต การตลาด เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและก้าวไปถึงเอเชียในอนาคต ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาด้านแรงงานซึ่งประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพ  อีกทั้งการที่ประเทศพม่าเตรียมเปิดประเทศอาจเกิดปัญหาแรงงานอพยพและเกิดการ ขาดแคลน ซึ่งต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อทดแทนแรงงานมากขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต  อย่างไรก็ตามการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังมั่นใจว่า ประเทศไทยจะสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าที่หลากหลายและไทยได้เปรียบดุลการค้ากว่า 2 แสนล้านบาท หลังการเปิดอาฟต้า ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำด้านสินค้าการเกษตร นอกจากนี้ มาตรการดูแลด้านความปลอดภัยในการผลิตสินค้าเกษตรไทยก็มีความพร้อม มีกฎหมายควบคุมดูแลทั้งด้านพืช สัตว์ ประมง  ซึ่งไทยจัดว่าได้เปรียบประเทศอื่นในอาเซียน


อย่างไรก็ตามจุดอ่อนที่ไทยต้องเตรียมรับคือการที่ไทยมีสินค้าที่หลากหลาย อาจทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง และประชาชนคนไทยยังมีปัญหาด้านการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วน อีกทั้งต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเกษตรกรไทยเพื่อรับมือการเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อนำไทยสู่การเป็นผู้นำของอาเซียนทั้งการผลิต การตลาด เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและก้าวไปถึงเอเชียในอนาคต

ที่มา ลิงค์ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/147444

แหล่งข่าว : เดลินิวส์   วันที่ข่าว : 06/08/2555


อัพเดตเมื่อ 6 ส.ค. 55
จำนวนผู้อ่าน 366 คน

Most View
Dashboard
Hits 2,548,194
Members 57,949
Plants 149,843
animals 70,082
Experts 10,209
Products 8,692
Ecotourism 6,621
Groups 1,237