Bio Diversity (พืช)
Biogang Database

Bio Diversity (พืช)

สาวน้อยประแป้ง

ชื่ออื่นๆ: ว่านหมื่นปี ช้างเผือก ว่านพญาค่าง

หมวดหมู่ทรัพยากร: พืช

ลักษณะ: ลำต้น
สาวน้อยประแป้ง มีลำต้นทั่วไปคล้ายกับแก้วกาญจนา/เขียวหมื่นปี ลำต้นทรงกลม ตั้งตรง และอวบน้ำ ผิวลำต้นมีสีเขียวสด และเป็นข้อถี่ที่เป็นวงสีขาวอันเกิดจากจากรอยแผลของใบ ปลายลำต้นแตกยอดอ่อนของใบทีละใบ ทั้งนี้ ต้นสาวน้อยประแป้งสามารถแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่ที่โคนต้นได้
ใบ
สาวน้อยประแป้ง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบแตกออกเป็นใบเดี่ยวๆบริเวณปลายยอดของลำต้น แต่ละใบเรียงสลับกันเป็นวงตามความสูงของลำต้น ใบมีรูปไข่แกมขอบขนาน กว้างประมาณ 15-25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลายใบแหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ แผ่นใบมีสีพื้นเป็นสีเขียว และเส้นกลางใบสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ พร้อมมีลายประสีขาวกระจายออกจากเส้นกลางใบในแนวเฉียงบริเวณของเส้นใบย่อย
ดอก
ดอกสาวน้อยประแป้งออกเป็นช่อที่ปลายยอด คล้ายดอกหน้าวัว ตัวช่อดอกมีกาบหุ้มสีเขียวล้อมรอบ ด้านในกาบหุ้มบรรจุด้วยดอกขนาดเล็กสีขาวที่เรียงซ้อนกันแน่นจำนวนมาก เมื่อดอกบาน กาบหุ้มจะกางออก จนมองเห็นช่อดอกที่เป็นรูปทรงกระบอกยาว
ผล
ผลเจริญมาจากดอก มีลักษณะเป็นเครือคล้ายเครือกล้วย แต่ไม่เป็นหวี แต่จะเป็นผลแต่ละผลเรียงซ้อนกันแน่น ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีแดง ด้านในเป็นเมล็ด รูปทรงกลมถึงทรงรูปไข่


ประโยชน์: 1. สาวน้อยประแป้งนิยมปลูกเพื่อประดับต้น และใบเป็นหลัก เนื่องจาก แผ่นใบมีขนาดใหญ่ พื้นบีสีเขียว และมีลายประสีขาวทั่วใบ ซึ่งดูแปลกตา และสวยงาม ลายประสีขาวนี้ ถือเป็นที่มาของชื่อ สาวน้อยประแป้ง
2. สาวน้อยประแป้งนอกจากจะปลูกเพื่อประดับต้น และใบแล้ว ผู้ที่นิยมปลูกยังมีความเชื่อว่า เป็นพรรณไม้ที่คอยให้โชคลาภ ช่วยคุ้มครองภัย และช่วยให้ผู้ปลูกมีอายุยืนยาว
3. น้ำยางจากลำต้น ใบ และดอก ใช้เป็นยาพิษเบื่อสัตว์ แต่พึงระวัง หากคนกินอาจทำให้เสียชีวิตได้



ฤดูกาลใช้ประโยชน์: ตลอดปี

ศักยภาพการใช้งาน: เป็นไม้ประดับ และแนวรั้ว

ชื่อสามัญ: Dumb cane

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dieffenbachia sp.

ชื่อวงศ์: Araceae

ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้: สารพิษที่พบ
ทุกส่วนของต้นสาวน้อยประแป้งมีสารละลายของสารพิษ ได้แก่
– แคลเซียมออกซาเลท (calcium oxalate) มีสถานะเป็นของแข็งเป็นผลึกรูปเข็ม พบของของเหลวละลายในทุกส่วนของสาวน้อยประแป้ง
– สารโปรตีน และเอนไซม์บางชนิด ที่สามารถย่อยสลายโปรตีนได้

อาการหลังได้รับพิษ
– เมื่อน้ำยางสัมผัสผิวหนัง สารละลายของผลึกแคลเซียมออกซาเลทจะทำให้เกิดผื่นแดง และเกิดอาการคันมาก
– เมื่อน้ำยางเข้าสู่ทางเดินระบบอาหารด้วยการกลืนกิน สารละลายของผลึกแคลเซียมออกซาเลทจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร รู้สึกปวดร้อน ทั้งในปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ลำคอ และทางเดินระบบอาหาร เกิดอาการปวดบริเวณท้อง รวมถึงโปรตีน และเอนไซม์บางชนิดที่ย่อยโปรตีนได้จะเข้าทำลายเยื่อบุในช่องปาก ทำให้ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และคอ เกิดอาการบวมพอง เป็นตุ่มน้ำใสๆ ผู้ที่ได้รับพิษจะกลืนน้ำลาย และอาหารลำบาก รวมถึงพูดไม่ได้ และหากได้รับน้ำยางมากจะทำลายระบบอวัยวะภายในทำให้ถึงตายได้

การรักษาผู้ได้รับพิษ
– หากมีการสัมผัสบริเวณผิวหนัง ให้รีบล้างออกด้วย น้ำอุ่นหรือธรรมดา ร่วมกับสบู่หรือน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายทันที และหากมีอาการระคายเคือง เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ให้รับประทานยาระงับปวด รวมถึงใช้สมุนไพรบางชนิดทา เพื่อลดอาการ อาทิ ว่านหางจระเข้ เป็นต้น
-หากมีการกลืนกินเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารเพียงเล็กน้อย และแสดงอาการเป็นพิษไม่มาก ให้ใช้ยาระงับปวด meperidine ควบคู่กับดื่มน้ำที่ละลาย เกลือแร่ร่วมด้วย แต่หากรับประทานเข้าไปมาก และมีอาการปวดท้องมาก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที



แหล่งที่มาของข้อมูล: https://puechkaset.com

คำช่วยค้นหา: สาวน้อยประแป้ง
จำนวนคนถูกใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
ลักษณะโดยรวม
ดอก
ดอก
ลักษณะโดยรวม
ลักษณะโดยรวม
ลักษณะโดยรวม
แหล่งที่พบ
สถานที่พบ: บ้านของคนในท้องถิ่น
ตำบล: หนองชิ่ม
อำเภอ: แหลมสิงห์
จังหวัด: จันทบุรี
แสดงความคิดเห็น (ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา log-in)